อนุรักษ์ さんのプロフィール:)v;**pooa_rumc3's spaceフォトブログリスト ツール ヘルプ

ブログ


4月29日

ซู่ ๆ ซ่า ๆ แว๊บ..ไปเริงร่าที่ ฑีลอซู

ซู่ ๆ ซ่า ๆ  แว๊บ..ไปเริงร่าที่ ฑีลอซู 

 

               

ข้ามกลับมาฝั่งไทยที่อำเภอแม่สอดอีกครั้ง   ในเวลาบ่ายโมงกว่า ๆ รถตู้ก็พาพวกมุ่งหน้าไปน้ำตกพาเจริญ ซึ่งเป็นน้ำตกที่ขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่ง แวะถ่ายรูปกับความงดงามกันพอสมควรก็  ก้มุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางที่ตั้งใจ  “อำเภออุ้มผาง”  รถพาเราลัดเลาะไปตามเส้นทางลอยฟ้า  ผ่านขุนเขาน้อยใหญ่ ไปได้สักพัก ก็มาถึงเมืองอุ้มผาง 

เสียงซึ่งรีสอร์ท คือที่พักของพวกเราในวันนี้  ที่นี่ยามเย็นเงียบสงบมาก อากาศเย็นเริ่ม พัดผ่านเข้ามากระทบผิวพวกเราตั้งแต่ยังไม่ 5 โมงเย็น  ดังนั้นหลังจากที่ทานอาหารเย็นที่แสนจะอร่อย แล้ว พวกก็เก็บตัวอยู่ในบ้านพักทันที   แยกย้ายกันไปห้องใครห้องมัน  ชาร์ตแบตให้กับตัวเองสำหรับในวันพรุ่งนี้ต่อไป

  เช้านี้ น้องสแน็ป (ไกด์ของเรา) มารับพวกเราที่รีสอร์ทแต่เช้า  น้องเค้าจะพาพวกเราไปดอยหัวหมด     พวกเราจึงต้องตื่นกันแต่เช้ามืด   อากาศหนาวเย็นสุด ๆๆ    แน็บบอกเราว่าวันนี้ประมาณ 10-12 องศา  พวกเราก็เลย ดูอ้วนๆ กลมๆ แปลกตาไปเพราะความหนาของเสื้อผ้าที่ใส่  รถกระบะมารับพวกเราวิ่งฝ่าความหนาวเหน็บและควันหมอก ขึ้นไปที่ดอยหัวหมด   ต้องเดินเท้าขึ้นเขาต่อไปอีกสักพักใหญ่ก็จะถึงจุดชมทะเลหมอกแล้ว   แต่ดูเหมือนว่าปริมาณออกซิเจนบนนี้ดูจะเบาบางมากเชียว เล่นเอาพวกเราหอบหายใจไม่ทันไปตามๆ กัน 

ภาพทะเลหมอก และแสงสีทองที่ทาบลงมากระทบ สร้างความประทับใจให้กับพวกเรามาก  อดใจที่จะเก็บภาพไว้ไม่อยู่   เพื่อนบางคนวิ่งถ่ายรูปมุมโน้นมุมนี้กันอย่างไม่หยุดหย่อน  ยกเว้น1 คนที่เพลิดเพลินอยู่กับการถ่ายวีดีโออย่างบ้าครั่ง จนบางครั้งอดคิดไม่ได้ว่าเคาจะไปเอาดีทางนี้หรือเปล่านะดูตั้งใจเสียจริงๆๆ

หลังอาหารเช้าพวกเราก็ออกเดินทางเพื่อไปล่องแพ ไปน้ำตกทีลอซูกันต่อ คืนนี้เราจะไปค้างคืนกันที่น้ำตกทีลอซู   มันช่างเป็นการเดินทางที่สร้างความตื่นเต้นให้กับพวกเราเป็นอย่างยิ่ง  แพยางของเรา มีทั้งหมด  11 ชีวิต ด้วยกัน เป็นสมาชิกของเราพวกเรา 9 คน และก็ น้อง สแน็ป และคนคัดท้ายเรืออีก 1 คน 

สแน็ป นอกจากจะเป็นไกด์ให้กับพวกเราแล้ว วันนี้เค้ายังมาทำหน้าที่เป็นฝีพายให้พวกเราด้วย    แน๊บพวกพวกเราแซงแพยางลำอื่นๆ มาเรื่อย ๆ 1 ลำก็แล้ว2 ลำก็แล้ว  เป็นอย่างนี้มาตลอดเส้นทางอย่างไม่น่าเชื่อเพราะดูจากร่างกายของน้องแล้วไม่คิดว่าจะมีพละกำลังขนาดนั้น  สแน็ป บอกเราว่าเค้าช่วยพ่อพายแพยางมาตั้งแต่เด็ก แรกๆ แพก็ล่มบ้าง แต่เมื่อมากลับพ่อบ่อยๆเข้าก็เกิดความชำนาญ  ปกติ สแน็ป จะไปเรียนหนังสือ พอถึงวันหยุดก็จะมาหารายได้ด้วยการเป็นไกด์ พานักท่องเที่ยวไปเที่ยวละก็พายแพยางด้วย   

เราคุยกับสแน็ปและชื่นชมธรรมชาติสองข้างทางของ การลองแพ มาเรื่อยๆ  สลับกับเสียงกรีดของพวกเราที่ตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อแพยางของเรากระแทกกับโขดหิน ตามเกาะแก่งต่างๆ   ไม่นานเกินไปนักพวกเราก็เดินทางมาถึงที่ผาเลือด จุดที่เราจะต้องลงจากแพยางแล้วเปลี่ยนมานั่งรถกระบะเพื่อเดินทางเข้าสู่น้ำตกฑีลอซู

เส้นทางนี้มันสุดๆ ในชีวิต เพราะนอกจากจะเต็มไปด้วยฝุ่นแดงจากลูกลังบนถนนแล้ว ถนนก็แสนจะโหดด้วย บอกได้เลยว่าคนไม่ชำนาญทางหรือว่ารถเก๋งไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะขับเข้ามาเพราะน่าสงสารรถสุดๆๆๆ  ลัดเลาะไปตามเข้า โค้งซ้ายโค้งขวา หลบรถหน้า  ที่สวนขึ้นมาเป็นระยะๆ  พวกเราผู้โดยสารเองก็โยกซ้าย โยกขวาไปตามแรงเหวี่ยงของรถกว่าชั่วโมงเรียกว่า หัวแดงกำลังดีรถก็พาเรามาถึงอุทยานแห่งชาติ ฑีลอซู จนได้ 

ค่ำนี้เราจะต้องนอนเต้นท์กัน เช่นเดียวกับนักเดินทางท่านอื่น ที่ต่างก็ปักหลักกางเต้นท์กันอยู่เต็มไปหมด   สีสันของเต้นท์หลากหลายดี ดูเรียงรายก็สวยงามไปอีกแบบหนึ่ง  

เก็บของเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาที่จะไปทักทาย กับฑีลอซูแล้ว จากเต็นท์ที่พักเราเดินเข้าไปอีกประมาณ 1.5 กิโล ก็พบกับภาพความอลังการของสายน้ำตกที่ยิ่งใหญ่  ไหลลดหลั่นกันมาเป็นชั้นๆ  ความงดงามของน้ำตก และสายน้ำที่โปร่ยปรายมากระทบผิวกายช่างเย็นฉ่ำจริงๆ  ดูเหมือนว่ามันจะลบล้างความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางของพวกเราออกไปได้อย่างหมดจดเชียว    น่าเสียดายที่พวกเราไม่ได้เล่นน้ำเพราะอากาศเริ่มเย็นลงแล้ว  เราชื่นชมความอลังการของสายน้ำตกอยู่สักพักใหญ่ก่อนที่จะบอกอำลาภาพความยิ่งใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้าแล้วเดินกลับสู่ที่พัก

หลังจากที่แยกย้ายกันไปอาบน้ำ กลับมา  สแน็บก็เตรียมอาหารเย็นไว้ให้พวกเราแล้ว

ยามค่ำคืนของที่นี่แม้จะเต็มไปด้วยนักเดินทางมากมายหลายคนที่เข้ามาชื่นชมความงามของฑีลอซู   แต่ที่นี่ก็ยังเงียบสงบ  เรียบง่าย  ไม่มีแสงสี  เข้ามารับกวนแต่อย่างใด 

ค่ำนี้พวกเราจึงนอนเร็วผิดปกติ

เช้าวันใหม่ในฑีลอซูดูสดใส  ไปด้วยสีสันของเต้นท์ของนักท่องเที่ยวที่เรียงรายกันอยู่จนพวกเราอดใจไม่ได้ที่จะเก็บภาพไว้ก่อนที่จะบอกลาความงดงามนั้นกลับเข้ากรุงเทพเพื่อใช้ชีวิตปกติอีกครั้ง 

ลาก่อนฑีลอซู  ซู่ๆ ซ่าๆ     เต้นท์ สีสวยๆสดๆ   และน้องสแน็บหนุ่มน้องผู้เข้มแข็ง แห่งสายน้ำฑีลอซู

                                                 

                                                                                                                                                                              

24/12/51

12月23日

เฮๆฮาๆ หรรษาเมืองเมียวดี ..... (5-7 ธ.ค.51)

....ถึงจะสิ้นวิญญาณกี่ครั้งฉันก็ยังรักเธอเหมือนเคย   ถึงจะสิ้นดวงใจไฉไรไม่เป็นไรเพราะยังมีเธอ .....   เสียงเพลงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ดังขึ้นเรื่อยๆ  ในขณะที่กำลังนั่งรถกลับบ้าน

สวัสดีค่ะ เรากดรับและส่งเสียงทักทายอย่างปกติ

  ...เป็นงัยบ้างจ๊ะ  หยุด 3 วันนี้กลับบ้านหรือเปล่าเสียงจากปลายสายที่เราคุ้นเคยมาตลอดชีวิตเริ่มเปิดเรื่องสนทนาก่อน

ไม่กลับหรอก..แม่มีอะไรหรอ

อ้าว..ไม่กลับบ้านแล้วจะไปไหนหรอ..หยุดตั้งหลายวันเลยนะ ..วันพ่อด้วยไม่กลับหรอ

ไม่อะ ...จะไปทัศนศึกษา  ยังไม่ทันที่เราจะพูดจบแม่ก็หัวเราะ

ทัศนศึกษาอะไร ...โตป่านนี้เค้าไม่มีแล้ว ...จะไปเที่ยวไหน....แม่เริ่มรู้ทันเราแล้ว  

จะไปตาก ..ไปฑีลอซู..จ้า...

-------------------------------------------------------------------

                หลังจากที่ไปรับลมหนาวที่ปายเมื่อปลายปีที่ผ่านมาแล้ว   หนาวนี้เดอะแก๊งค์ทั้ง 4 คนได้รวบรวมหมู่มวลสมาชิกผู้ต้องการท่องโลกกว้างมาได้เพิ่มเติมอีก 5 คน   ทริปนี้จึงมี ก้อย 1 ใน 4 สาวของเราเป็น project   manager คนสำคัญ  ที่ได้นัดหมายพวกเราให้รู้จักกับน้ำตกที่ยิ่งใหญ่และงดงามอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย  ฑีลอซู....  

                ดูเหมือนว่าทริปนี้เราจะเตรียมการมาเนิ่นนานกว่าครั้งก่อนที่ไปปาย  ไหนจะต้องฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคต่างๆ นานา ๆ  ที่เข้ามากัดจิก  รบกวนจิตใจอยู่เป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นการคัดสรรโปรแกรมที่เหมาะสมกับฐานะ  และช่วงวันที่เหมาะสมที่ไม่ตรงกับงานของออฟฟิต  รวมถึงเรื่องการเตรียมการเดินทางด้วย

แต่ในที่สุดเช้าวันที่ 5  ธค. พวกเราก็เดินทางมาถึงริมฝั่งแม่น้ำเมย.....อ.แม่สอด    เราแวะที่แม่สอดกันก่อน  โดยยังไม่มุ่งตรงเข้าฑีลอซูเพราะเราต้องการเก็บเกี่ยวเรื่องราวสองข้างทางเพื่อไปบอกเล่าให้ฑีลอซูได้รู้บ้างว่า..... โลกกว้างๆ ใบนี้มีอะไรมากมายให้เราได้เรียนรู้และจดจำ

แสงอาทิตย์ยามเช้าที่ทาบทอ...ริมแม่น้ำเมยมันช่างเป็นภาพที่งดงามอย่าบอกใครเชียว......ภาพของชาวพม่าและชาวไทยที่อาศัยอยู่ริมฝั่งน้ำแห่งนี้เริ่มตื่นจากการหลับไหลอีกครั้ง.......ต่างก็วุ่นวายกับการหาเลี้ยงชีพ..บ้างก็ขนสินค้าเดินข้ามฝากสะพานมิตรภาพมานั่งรอที่หน้าด่านเพื่อรอเวลานำของเข้ามาขาย...บางก็แอบข้ามแม่น้ำเข้ามาโดยไม่รอเวลาที่ด่านจะเปิด ........ไม่ต่างจากพวกเราที่ก็นั่งรอเวลาเพื่อที่จะข้ามฝากไปเที่ยวชมความงดงามของเมืองเมียวดี........

เราติดต่อไกด์ท้องถิ่นชาวพม่า ให้เป็นผู้นำทาง คุณพิรุณ คือชื่อภาษาไทยที่เราตั้งให้โดยแปลมาจากชื่อพม่าของเค้าที่มีความหมายว่า ฝน   คุณพิรุณ พาพวกเรา ทั้ง  9 ชีวิตเดินข้ามสะพานจากฝั่งแม่สอด   มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองเมียวดี  พวกเราก็เริงร่า ถ่ายรูปกันมาเรื่อย ๆ จนมาถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองพม่า     รถสามล้อก็มารอพวกเราอยู่แล้ว.....สภาพการจราจรที่เมียวดี ดูวุ่นวายเชียวหละไม่รู้ว่าจะไปทางไหนกันไหน บางก็ชิดช้าย  บ้างก็ขับชิดขวา  งง  เล่นเอาพวกเราก็ลุ้นกันไปตลอดทาง  ไม่นานก็ถึง   วัดเจดีย์ทอง   เจดีย์องค์ใหญ่ที่ตั้งอยู่โดดเด่นเหลืองอร่ามมองเห็นมาแต่ไกล   คุณพิรุณ บอกกับพวกเราว่าวัดของพม่าจะออกแบบการสร้างให้มีประตูเข้าออกได้    4 ทิศ โดยแต่ละทิศจะมีวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่อยู่ด้วย      และสำหนับพื้นที่ตรงกลางก็มักจะตั้งเจดีย์องค์ใหญ่ที่จะมีรเจดีย์องค์เล็กๆรายล้อมอยู่รอบๆด้วย    
                เรายืนถ่ายรูปกันสักพักก็เข้าสู่ประตูวัด  สิ่งที่ทุกคนต้องทำก่อนเป็นอับดับแรกก่อนที่จะเข้าไปกลราบไหว้พระในวัดได้จะต้องถอดรองเท้าก่อน เพราะที่นี้เค้าถือกันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมายาวนานว่าต้องถอดรองเท้า ก่อนเพื่อเป็นการเคารพสถานที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด ดังนั้นเมื่ออยู่ในเขตวัดก็จะต้องเดินเท้าเปล่าหรือใส่ถุงเท้าที่น่าแปลกก็คือบริเวณรอบๆเจดีย์ที่เราถอดรองเท้าเดินกันนั้น ไม่สกปรกอย่างที่คิดเลย   

เราเดินไหว้พระกันจนครบทั้ง 4 ประตู ก็พบว่า คนพม่ามีความศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ทั้งๆที่เป็นประเทศที่มีระบบการปกครองแบบเผด็จการทางทหาร   ก็จะมีประชาชนมาทำบุญกันอย่างไม่ขาดสาย และภาพหนึ่งที่ติดใจ คือภาพของพระชาวพม่าที่นำบาตรข้าวและอาหารที่ได้จากการบิณฑบาตรตอนเช้า  มาถวายข้าวให้กับพระพุทธรูปในวิหารก่อนที่จะนำไปฉันท์ มันสะท้อนให้เห็นถึงศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนาได้อย่างชัดเจนเชียว
               “ เราจะไปไหนวัดไหนกันต่อนะ”....เพื่อนผู้ร่วมทางถามไถ่คุณพิรุณหลังจากที่พวกเราขึ้นรถสามล้อกันครบแล้ว

“ เราจะไปวัดจระเข้ใหญ่ครับ”  

“ที่วัดจระเข้ใหญ่แห่งนี้เดิมบริเวณข้างวัดมีแม่น้ำเล็กๆ แล้วมีจระเข้อยู่ 1 ตัวเจ้าอาวาสท่านก็เลี้ยงไว้แล้วมันตายท่านก็เลยสร้างโบสถ์ให้เป็นรูปจระเข้เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับจระเข้ตัวนั้น” นี่คือคำอธิบายขอคุณพิรุณที่บอกเล่าให้พวกเราฟัง  พวกเราเดินๆ ถ่ายรูปกันสักพักใหญ่ก็ตัดสินใจออกเดินทางต่อ 

ครั้งนี้คุณพิรุณพาพวกเรามีเยี่ยมชมวิถีชีวิตของชาวเมียวดีที่ตลาดบุเรงนอง  ที่นี่เป็นแหล่งการค้าที่สำคัญของชาวพม่า  มีการจำหน่ายสินค้าหลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นอาหารสด  อาหารแห่ง เครื่องใช้สอยต่างๆ  ที่ติดตาต้องใจพวกเราก็คือหมาก ที่นี่จะมีแม่ค้ามายืนขายหมาก (หมากที่กินสดๆ กะปูนขาวอะนะค่ะ)ชาวพม่ายังนิยมกินหมากกันอยู่ และที่น่าสร้างความสงสัยให้กับพวกเราอย่างมากก็คืออาหารชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับพะโล้ แม่ค้าจะหาบมาว่างขาย   โดยจะขายเสียบไว้และเวลาจะกินก็จิ่มกับน้ำจิ่มที่ทำจากพริกน้ำส้ม ดูๆ ไปลูกค้าจะแน่นอยู่เหมือนกัน......ไม่รู้ว่ามันจะอร่อยใหม่น้าเพราะดูจากสภาพแล้วเราว่าขาหมูพะโล้บ้านเราน่าอร่อยกว่าเยอะเลย   เดินดูความวุ่นวายของการจับจ่ายกันแล้ว  เราก็มุ่งหน้ากลับสู่ประเทศไทยหลังจากที่ยกเลิกการไปเที่ยวชมตลาดของโบราณ 

คุณพิรุณยังคงทำหน้าที่ติดต่อกับตม. และพาพวกเราเดินข้ามฟากกลับเข้าสู่ประเทศไทยอย่างปลอดภัยก่อนที่จะโบกมืออำลาจากกันพร้อมกับรับสินน้ำใจจากพวกเราเป็นค่าตอบแทน   

ลาก่อนคุณ พิรุณ  สายฝนที่เย็นฉ่ำ ที่เป็นสื่อในการเชื่อมสัมพันธ์ให้พวกเราได้รู้จักกับเมือง

เมียวดี.......ประเทศพม่า........แม้จะเป็นการรู้จักกันแบบผิวเผิน แต่พวกเราทุกคนก็รู้สึกประทับใจที่ได้มาเยือน


23/12/51

 

 

12月2日

เสี้ยวเล็กๆๆ รอยยิ้มจากดวงจันทร์

ช่วงนี้เวลานี้หันไปทางไหนก็ดูเหมือนว่าจะวุ่นวายสับสน  กันไปหมด   อดที่จะเบื่อหน่ายไปกับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นไม่ได้     ไหนจะเหตุบ้านการณ์เมือง ไหนจะเหตุปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น จากการทำงานในแต่ละวันมันก็ส่งผลกระทบทำให้เราหดหู่ไปตามๆ กัน 

บางคนอาจจะพยายามคลายความเครียดและความกังวลใจด้วยการดูหนังฟังเพลง ไปวัน ๆ เผื่อให้สมองไม่ว่าง และไม่ต้องคิดสับสน   บางคนอาจจะออกกำลังกาย ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี สำหรับเรา ก็เลือกที่จะทำทั้ง 2 อย่าง  เปิดรับสื่อหลากหลาย   เพื่อดู  ความเหมาะสม  และวิเคราะห์ด้วยตนเอง  ไม่คิดหมกมุ่น และไม่เอามาเก็บไว้ให้ค้างคาสมอง  แต่เปิดรับเพื่อเรียนรู้  รับทราบความเคลื่อนไหว บางครั้งอาจจะดูเหมือนเฉยเมย   แต่ความจริงที่นิ่งเฉยเพราะคิดว่าสังคมมันก็วุ่นวายพอควรแล้วเราจะออกไปสร้างความวุ่นวายอีกทำไม

หลังจากที่รอยยิ้มห่างหายไปจากใบหน้าของผู้คนในสังคม......................มานาน.............

วันนี้....รอยยิ้มเหล่านั้นได้หวนคืนมาอีกครั้ง .......เราได้เห็นหลายคนยิ้มอย่างน่ารักให้กับดวงจันทร์ที่ยิ้มแย้มอยู่บนฟากฟ้ายามราตรี  ในคืนวันที่ 1 ธันวาคม 51 หลายคนอดที่จะถ่ายภาพยิ้มที่งดงามและเปี่ยมด้วยไมตรีของดวงจันทร์ไปฝากคนที่รักไม่ได้

รอยยิ้มแห่งดวงจันทร์............วันนี้ แฝงอะไรไว้หนอ............

.......ยิ้มที่อยากให้เราทุกคนได้ยิ้ม.........

.......ยิ้มที่อยากให้เรามีความรักความเอื้ออาทรต่อกันและกันหรือเปล่า...............

......ยิ้มที่อยากส่งความรัก...ความหวังดี ให้เราทุกใช่ใหม...............

......หรือเป็นรอยยิ่มแห่งกำลังใจ.........ให้ใครต่อใครหลายๆ คน ........

.....แต่ไม่ว่าจะเป็นยิ้มเพื่ออะไร.........

....ก็เป็นยิ้ม.........ที่ช่วยให้สุขใจได้แม้จะเป็นเสี้ยวเล็กๆๆ ก็ตาม ......

                                                                                                                2  ธ.ค. 51          

 

(***ปรากฏการณ์ดาวเคียงเดือน    เป็นปรากฏการณ์ที่ดวงดาว 3 ดวง ประกอบด้วย ดวงจันทร์ ดาวศุกร์ หรือดาวประจำเมือง และดาวพฤหัสฯ สว่างมากที่สุดและจะโคจรเข้ามาใกล้กันและใกล้โลกมากที่สุด สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในทุกภูมิภาคของประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ดังกล่าว จะมองเห็นได้ไม่นานเพราะดาวจะตกเร็วลับจากขอบฟ้าจากการที่โลกหมุนรอบตัวเองตลอดเวลา ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเกิดเป็นคู่ คือ เกิด 2 ครั้งห่างกันประมาณ 10 เดือน ในทุก 2 ปีครึ่ง โดยในปี 2551 เคยเกิดปรากฏการณ์ดาวเคียงเดือนมาแล้ว 1 ครั้งในวันที่ 1 ก.พ. 2551 และจะเกิดอีกครั้งในวันที่ 1 ธ.ค. 2551 จากนั้นจะเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงใกล้สว่างของวันที่ 11 พ.ค. 2554 และช่วงค่ำวันที่ 14 มี.ค. 2555)

ที่มาของข้อมูลจาก

 http://www.thairath.co.th/news.php?section=education&content=113468

11月9日

สุขแท้ด้วยปัญญา ..........

 

 

                เดือนตุลาคม( 23-26 )ที่ผ่านมาได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมค้นหาความจริง   ค้นหาสุขแท้ทางปัญญา กับมูลนิธิอาสามาสมัครเพื่อสังคม  พวกเราได้ไปค้นหาความสุข...ค้นหาปัญญาที่ จังหวัดสุรินทร์ ถิ่นเมืองช้างกัน

                ก่อนที่จะสมัครเข้าร่วมกิจกรรม ก็คิดนะว่า เออ...ไอ้ความสุข..และปัญญาที่ว่าเนี้ยมันจะเป็นอย่างไร  จะหาเจอหรือไม่ แล้วเราจะไปหากันอย่างไร  มีคำถามเกิดขึ้นมากมายในสมอง...และคำถามเหล่านั้นก็กลายมาเป็นตัวผลักดันให้ตัดสินใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ .......

                เมื่อชำระค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมกิจกรรมที่ถูกแสนถูก เพียงแค่ 300 บาทแล้ว   เราก็รอลุ้นคำตอบรับจากเจ้าหน้าที่ของมอส. ว่าเราจะสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้หรือไม่เพราะเค้ารับจำกัด

แต่แล้วโอกาสก็เอื้อให้เรา............................

                พวกเราออกเดินทางด้วยรถตู้ ทั้งหมด 3 คัน มุ่งหน้าสู้จังหวัดสุรินทร์ พร้อมๆกับสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการจำนวนกว่า 32 คน   บางคนก็เป็นคนที่คุ้นหน้า คุ้นตา กันเพราะส่วนมากก็เคยทำกิจกรรมอาสามาแล้ว     ที่พักของเราก็คือศูนย์สมุนไพร ตะบัลไพร  ค่ำนี้ก็มีการแนะนำสมาชิกและชี้แจ้งการทำกิจกรรมในวันรุ่งขึ้นและการเจริญสติ   โดยพี่แพะที่เป็นผู้ดูแลศูนย์ตะบัลไพรเป็นผู้นำปฎิบัติ พวกเราได้ลองอยู่กับตัวเองด้วยสติผลออกมาก็ทำให้เรารู้สึกถึงความสงบมากขึ้น ..สำหรับผู้ปฎิบัติใหม่ก็อาจจะยากนักเพราะต้องขัดแย้งกับความคิดที่มักจะเร็วกว่าสติอยู่ตลอดเวลา ..........

                เช้าวันใหม่พวกเราแยกย้ายกันไปทำค้นหาความสุข...ค้นหาปัญญา ในชุมชนตามสีที่ได้จัดแบ่งกันไว้แล้ว  เราได้กลุ่มสีแดงวันนี้จะไปศึกษาการอนุรักษ์ป่าชุมชน ของหมู่บ้านโคกสวาย   ชาวบ้านบอกว่าพวกเค้าเรียกป่าชุมชนแห่งนี้ว่าป่าทาม (หมายถึงป่าที่มีน้ำท่วมถึง..แต่น้ำก็ไม่ขังนะ )  เดิมป่าแห่งนี้เคยเป็นป่าเสื่อมโทรมมาก่อนแล้วก็ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านในการคิดและหาวิธีการฟื้นฟูป่าร่วมกันโดยได้คำแนะนำจากหลวงพ่อท่านหนึ่งที่ชาวบ้านแถวระแวกนี้ให้ความเคารพนับถือกัน ท่านได้ให้คำแนะนำในเรื่องการจัดบวชป่า.......และมันก็ได้ผลเพราะเมื่อทำการบวชป่าแล้วป่าก็ไม่ถูกรบกวนไม่มีการตัดไม้ ....หรือบุกรุกป่าอีกเลยในที่สุดป่าก็ฟื้นฟูกลับเข้าสู่ความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง เวลาผ่านไป 7 ปี  ป่าก็มีผลผลิตจากการอนุรักษ์ป่าเกิดขึ้นอย่างมากมายมีต้นไม้  หลากหลาย  และพืชสมุนไพรต่างๆ  ไว้ให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ต่อไป  

แล้วความสุขและปัญญาที่ได้จากการเข้าไปศึกษาป่าชุมชนครั้งนี้มันทำให้เราพบว่าความเชื่อเรื่องศาสนาและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมก็สามารถนำมาใช้คู่กันได้เป็นอย่างดีทีเดียว    เรายังได้เห็นวิธีคิดที่ดีๆ ของคนในชุมชนที่แสดงถึงความเอื้ออาทรให้กับคนชุมชนอื่นๆ สามารถเข้ามาหาของในป่าไปเลี้ยงชีพได้  โดยไม่ห่วงเอาไว้เฉพาะชุมชนของตนเองเท่านั้น นี้หละนะที่เค้าเรียกว่าน้ำใจ คนไทยที่ไม่จืดจางจริงๆๆ    ที่ซึ้งและประทับใจไม่ลืมก็คือน้ำใจที่ชาวบ้านมีให้พวกเราด้วย

นอกจากได้พบปัญญาในเรื่องการอนุรักษ์และการอยู่ร่วมกันของคนในชุมชนอย่างมีความสุขแล้วเรายังพบว่าที่ชุมชนแห่งนี้ยังมีภูมิปัญญาที่มีคุณค่าอยู่ด้วยอาทิ หมอยา  หมอเป่า  หมอมด ซึ่งเป็นหมอพื้นบ้านที่ทำการรักษาโรคบางโรคให้กับชาวบ้านตามความเชื่อดั้งเดิมชองชุมชน  ซึ่งเราก็พยายามค้นหาคำตอบว่าจะรักษาได้จริงหรอแต่แล้ว  ไม่เชือ่ก็ต้องเชื่อเพราะมีกรณีศึกษามาให้เราดูด้วย ...มันช่างเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์จริงๆๆ ......หรืออาจจะจริงอย่างที่ทฤษฎีสุขภาพบอกไว้   ว่าสุขภาพจะดีได้ต้องอาศัยองค์ประกอบทั้ง 4 คือ กาย  จิต  สังคม และสิ่งแวดล้อม  หากกายป่วยแต่ใจเข้มแข้งก็ทำให้เราหายป่วยได้เช่นกัน

เรากลับออกจากชุมชนมาด้วยความสุขที่เต็มเปี่ยมในจิตใจและปัญญาที่เต็มสมอง ...........การมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้มิใช่แค่ได้เก็บเกี่ยวความสุขจากชุมชนที่เราเข้าไปศึกษาดูงานเท่านั้น....แต่ความสุขที่เติมเต็มพวกเราได้อย่างลงตัวก็คือ.... ความสุขที่เกิดจากสมาชิกผู้ร่วมเดินทางค้นหาความสุขและปัญญาด้วยกันที่คอยหยิบยื่นน้ำใจ....ไมตรี..ความห่วงใย..และมิตรภาพที่น่ารักให้เราอยู่ตลอดเวลา

นี่สินะ......น้าใครๆๆถึงบอกว่าบางครั้งความสุขก็อยู่ใกล้ตัวเรามากๆๆๆ   เอง เพียงแต่เราจะมองเห็นหรือไม่เท่านั้น (อยู่ที่ว่าใครจะเลือกมองแบบไหนด้วยอะเนอะ) ทุกข์...สุขอยู่ที่เรามองจริงๆๆ

 

               

 

 

8月29日

ปั้นดิน..ให้เป็นบ้าน..สร้างสานพลังใจ

 

เมื่อต้นเดือนที่ผ่าน (วันที่ 9-10 สิงหาคม ) ได้มีโอกาสไปทำความดีเพื่อมอบให้กับแม่ ....และก็ทำบุญเพื่อสืบทอดทะนุบำรุงพุทธศาสนากับ เพื่อนๆ กลุ่มบ้านดินไทย .......ที่วัดป่าสุคะโต จังหวัดชัยภูมิ  ของพระอาจารย์ไพศาล   วิสาโล     ที่บอกว่าได้ทำบุญเพราะว่าการเดินทางครั้งนี้เราไปสร้างกุฎิดิน  สำหรับเป็นที่พักของพระสงฆ์ หรือผู้ปฎิบัติธรรมที่มาพักที่วัด  ดังนั้นการเดินทางครั้งนี้ก็ได้บุญแบบ 2 เด้งเลย 

การได้ไปทำบ้านดินครั้งนี้พึ่งรู้ซึ้งถึงการทำงานแบบสองมือสองเท้าก็คราวนี้หละ เพราะว่าเราต้องใช้มันทั้งสองอย่างหนักจริง ๆๆๆ  คงอยากจะรู้แล้วสิว่าใช้อะไรกันนักหนา

เท้า :  ต้องย่ำๆๆๆ และย่ำ ดินให้เนียนหรือว่าเนื้อดินกับแกลบและน้ำผสมเข้ากันจนได้ที่พอให้พวกเราเอาไปใช้ก่อแทนปูน หรือว่า ใช้ทำบล๊อกดินหรือก้อนดิน สำหรับแทนอิฐบล๊อกเพื่อก่อเป็นกำแพงบ้าน หรือกุฎิ ที่พวกเราเหล่าอาสาบ้านดินกว่า 80 ชีวิตได้มาร่วมกันทำนั่นหละ   เพราะหากเราย่ำไม่ได้ที่ดินที่เอาไปก่อ   ฉาบ  หรือทำบล๊อกมันเหลวเกินไปก็จะทำให้ดินมันแข็งตัวช้า เพราะนั้นสองเท้าของเราก็จะต้องถูกใช้งานอย่างหนัก  เดินย่ำไป ย่ำมา  วนไปวนมาอยู่ในหลุมดิน 

มือ : ต้องควัก ต้องฉาบ ต้องหยิบ ต้องยก ก้อนดินที่หนักกว่า 5 โล และดินที่เตรียมไว้ก่ออยู่ตลอดเวลาโดยที่เราเองกลับไม่รู้สึกเหน็จเหนื่อยเลย   กลับอิ่มเอมไปกับความสุขและความสนุกสนานที่ได้พูดคุยทักทายกับเพื่อนๆ  ใหม่ที่มาเข้าร่วมกิจกรรมด้วยกัน  ครั้งนี้นอกจากประสบการณ์ที่มากขึ้น ได้ความรู้ตลอดจนเทคนิคในการสร้างบ้านดิน ที่อาศัยวัสดุจากธรรมชาติแล้ว   เรายังได้รู้จักเพื่อนเพิ่มขึ้นด้วย  น้องปอ. สาวน้อยเซลล์โรงแรมแห่งหนึ่งที่กระบี่ , น้องเต้กะน้องชาย  สถาปนิคหนุ่ม , พี่ตุ้น สาวออฟฟิตแถวเมืองทอง , น้องฮุยหนุ่มจากชลบุรีและที่ประทับใจแบบไม่ลืมเลยก็น้องเคียว เด็กหนุ่มที่ทุ่มเททั้งตัว  ทั้งใจให้กับงานครั้งนี้อย่างเต็มเปี่ยม , อ้อ ยังมีอีก 1 คน แหมอันที่จริงไม่น่าลืมเค้าเลยอะเพราะตัวออกใหญ่ (ไม่ได้ลืมนะจริงๆๆ) น้อง โล มหาบัณฑิตมาด ๆ จากนิด้า ทำงานกับตำรวจท่องเที่ยว และอีกหลายๆ คนที่ไม่ได้เอ่ยนามก็ต้องขออภัยไว้นะที่นี่ด้วยนะค่ะ

การทำกิจกรรมในครั้งนี้เราได้เรียนรู้ว่า  การทำงานหากเราตั้งใจจริงและทำด้วยความสนุกสนานเราก็จะไม่รู้สึกเหนื่อย  และถ้าเรามองถึงเห็นถึงคุณค่าของงานที่เราทำด้วยแล้วเราก็จะทำงานด้วยความสุขยิ่ง................... 

 ดิน..แม้จะเป็นเพียงแค่เศษธุลีเล็ก ๆๆๆ ที่บางครั้งอาจจะก่อความรำคาญให้เรายามเมื่อเป็นผงฝุ่น มาเกาะเสื้อผ้าหรือข้าวของ...........แต่ดินเมื่อหล่อหลอมเป็นก้อนดินที่แข็งแกร่งแล้วหละก็กลับมีคุณค่ามากมายเหลือคณานับจริงๆ  เคยได้อ่านบทความบทหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องเล่าดี ๆ บำรุงจิตใจ ที่เรียกว่า  vitamin story จาก (ซีเอ็ด) ได้กล่าวถึงดินเหนียวไว้....อ่านแล้วก็รู้สึกว่าอยากให้คนอื่นๆ ได้อ่านบ้างก็เลยอยากจะหยิบยกเอาบทความนั้นมาใส่ไว้ในการเขียนครั้งนี้ด้วยแล้วกัน

ดินเหนียวอาศัยอยู่ในท้องนาอย่างสุขสบาย แต่แล้ววันหนึ่งมีรถขุดคันใหญ่วิ่งฝุ่นตลบเข้ามา และเริ่มขุดดินเหนียว  ดินเหนียวร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด แต่รถขุดก็ยังขุดต่อไป อย่างไม่ใส่ใจ แล้วย้ายดินเหนียวขึ้นไปบนรถบรรทุกสักพักใหญ่ รถบรรทุกวิ่งไปถึงที่แห่งหนึ่ง ดินเหนียวถูกย้ายเข้าไปอยู่ในถังและถูกบดจนเนื้อเหนียวละเอียด ความเจ็บปวดยังไม่ยุติแค่นั้น ยังมีอะไรแปลกๆ จับตัวดินเหนียวหมุนไปเรื่อย ๆ และเริ่มบิดไปทางโน้นที ทางนี้ที ดินเหนียวไม่เข้าใจทำไมตัวมันจึงต้องเหนื่อยแสนสาหัสขนาดนี้        เมื่อสติกลับคืนมาอีกครั้ง ดินเหนียวก็กลายเป็นเครื่องปั้นไปเสียแล้ว

ดินเหนียวถอนหายใจอย่างโล่งอก นึกว่าความเจ็บปวดคงจบสิ้นเสียที แต่ที่ไหนได้ ความเจ็บปวดยังไม่สิ้นสุด มีของเหลวไหลลงมาเคลือบตัวมันให้มีสี ยังไม่ทันไรก็ต้องถูกส่งเข้าไปอยู่ที่เตาเผาที่มีไฟร้อนจัด ดินเหนียวอยู่ในเตาเผานานถึงสองวัน

...สองวันผ่านไป...

ดินเหนียวหันมาสำรวจตัวเอง แล้วก็อดที่แปลกใจไม่ได้ เพราะสภาพของตัวเองขณะนี้ ต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่เห็นด้วยสายตาตัวเองเป็นภาพที่สวยงามมาก

ดินเหนียวซึ่งเคยหมกตัวอยู่ในทุ่งนา กลับแปรเปลี่ยนเป็นเครื่องปั้นดินเผารูปทรงงดงามและมีราคา

..ดินเหนียวแจ้งแก่ใจในบัดนั้น...  ความทรมานและเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส    ช่วยแปรสภาพให้ตนมีความงดงามยิ่ง...  เช่นกัน เมื่อทุกคนโตขึ้น ความทรมานและความลำบากไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงเสมอไป   เหล็กยิ่งโดนไฟเผาก็ยิ่งแกร่งขึ้น ชีวิตคนเราเมื่อเจอกับความทุกข์และความยากลำบากก็จะแข็งแกร่งและงดงามขึ้นเช่นกัน           การที่เราต้องเผชิญกับความทุกข์และความยากลำบากนั้น เป็นเสมือนขั้นตอนหนึ่งก่อนที่เข้าสู่ช่วงเวลาที่แห่งความสงบ งดงาม เหมือนกับขั้นตอนที่แปรสภาพดินเหนียวมาเป็นเครื่องปั้นดินเผาสวยงาม       ถ้าเราหลีกเลี่ยงความเหน็ดเหนื่อยและความทุกข์ยาก ตัวเราอาจจะกลายเป็นคนที่อ่อนแอใช้การไมได้ เหมือนกับเครื่องปั้นดินเผาที่แตกง่ายและมีรอยร้าว     หากเราเปลี่ยนมุมมอง  เมื่อใดที่เจอเรื่องแสนเหน็ดเหนื่อยและยากลำบาก เขาว่าให้ผิวปาก "ยินดีต้อนรับ" แล้วเราจะเอาชนะมัน นั่นสินะ ชีวิตเราไม่ว่าจะทุกข์ หรือสุขก็อยู่ที่มุมมองจริงๆๆ    มองให้เป็นสุข..ชีวิตก็สดใส...ต่อไปหากเรามองฝุ่น  ก็ให้คิดถึงดินหรือดินเหนียวนะ จ๊ะจะได้ ไม่ต้องมาหงุดหงิดหัวใจงัย....

8月7日

สะบายดี..หลวงพระบาง 4

ตอนที่ 5    HOSPITAL = โรงพยาบาล   แต่ โรงพยาบาล  = โรงหมอ

 

                ขึ้นชื่อว่าทำงานที่มีความเกี่ยวข้อใกล้ชิดกับโรงพยาบาล  หรือว่าระบบสุขภาพของประเทศเสียแล้ว    ก็ขอหยิบยกเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลมาบ้างดีกว่า   

                หากมองระบบสุขภาพของประเทศเรากับระบบการดูแลรักษาสุขภาพของที่ประเทศลาวแล้ว ก็คงจะมองไม่เห็นฝุ่นกันเลย   เพราะบ้านเราเดินเร็วกว่าบ้านเค้ามากที่เดียวหละ อย่างน้อยบ้านเราก็ มีการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลแล้วน้า ..(แอบประชาสัมพันธ์องค์กรของตัวเองสักเล็กน้อย)

มีระบบประกันสุขภาพ   และมีคุณหมอ คุณ พยาบาล  มีบุคลากรที่มากความสามารถอยู่เยอะเลยเชียว 

                เบเบ้ บอกเราว่า เมื่อประชาชนที่นี่เกิดการเจ็บป่วยขึ้นมากเค้าไม่เข้าโรงพยาบาลกันหรอค่ะ  แต่เค้าจะไป โรงหมอ ......

                เราก็ถามกลับว่า โรงหมอ........ก็คือ คลีนิกหรอ

                ไม่ใช่ ค่ะ.....มันก็คือโรงพยาบาล ที่คนลาวเค้าเรียกกันนั่นหละค่ะ ....เบเบ้ตอบเราด้วยใบหน้าขำๆๆ 

                ซึ่งมันก็ทำให้เรา   อดที่จะ  ขำ  ตามไปด้วยไม่ได้   กับความไม่รู้ของตัวเอง และจากความไม่รู้ก็สู่ความสงสัย และไถ่ถาม     คราวนี้เบเบ้...โดนเอาคืนบ้าง ...เพราะตั้งตัวไม่ติดกับคำถามที่ยิงถามมาเป็นชุดเชียว  สุดท้ายสรุปได้ว่า

                ห้องคลอด ที่เราเรียกกันนั้น คนที่โน้นเค้าจะเรียกว่า ห้องประสูติ

                ห้องผ่าตัด ของเราเค้าก็ เรียกว่า   ห้องปาด

        และห้อง  IC U  หรือว่าห้องฉุกเฉินบ้านเรา  เค้าก็จะเรียกว่า ห้องมรสุม เพราะว่าถ้าเจอมรสุมแล้วอาจไม่รอดมีชีวิติกมาได้ ( อันนี้เบเบ้บอกจริงๆๆนะไม่ได้เมาท์)                                                  

                ส่วน ห้องตรวจภายใน   เค้าก็จะเรียกว่า   ห้องจกพยาธิญิง  

                เฮ้ย.....นี่หละน้า ภาษา.....ไม่ว่าชาติไหนๆ  ภาษาใครก็ภาษามันอาจจะดูขำๆ แปลกๆ แต่มันก็ภาษาเค้าอะ...เนอะ

                  

สะบายดี..หลวงพระบาง 3

ตอนที่ 4   รถ2  =  ลด …..

 

                ไหนๆก็พูดถึงเรื่องสัญญาณไฟจราจร กับเรื่องป้ายทะเบียนรถไปแล้ว  ก็ขอเมาท์ต่อเรื่องรถ หรือว่าพาหนะที่ใช้สัญจรไปมาของผู้คนที่นี่กันต่ออีกสักนิดก็แล้วกัน     

                เมือข้ามพรมแดนฝั่งโขงจากหนองคายเข้ามาที่นครหลวงเวียงจันทร์  เรื่อยไปถึงหลวงพระบาง   เราจะเห็นว่ารถ SUV หรือว่ารถแบบครอบครัวประเภทเดียวกับ CRV   ฟอร์จูนเนอร์  และ รถมิว 7   มีเยอะมากเลยสำหรับที่นี่    ด้านรถกระบะเองก็ไม่น้อยหน้าเท่าไร  โดยเฉพาะ 4 ประตูซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรถของราชการ  และรถของผู้ที่มีฐานะร่ำรวย 

ซึ่งรถที่ใช้ในการท่องเที่ยวก็จะเป็นรถฟอร์จูนเนอร์   รถตู้โดยสาร  ซึ่งรถยนต์ส่วนใหญ่ก็จะนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน(หมายความว่าสั่งเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายนะจ๊ะ) แต่บางบริษัทก็มีการเปิดสำนักงานขายที่ประเทศนี้ด้วย  ที่เห็น  ยี่ห้อฮอนด้า     โดยราคารถของที่นี่แพงสุดๆ เชียว   เบเบ้(ไกด์ลาว) บอกเราว่าอย่างรถกระบะ 4 ประตู ที่เราพบเห็นทั่วๆ ไปนั้น ราคาซื้อขายในประเทศ ตก คันละ ล้านกว่าบาท   ที่ราคาสูงแบบนี้เพราะที่นี่เค้าเก็บภาษีรถยนต์แพงสุดๆเลยจ้า    ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่รถโดยสารของประเทศลาวจะแออัดไปด้วยผู้คน  ที่ต้องห้อย โหน เบียดเสียดกันขึ้นรถเพื่อสัญจรไปมาระหว่างเขตเมือง

          สำหรับรถจักรยานยนต์ที่นี่เรียกว่า รถจักร ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศจีน และประเทศไทย   สะหนราคาต่างกันมาก   หากนำเข้าจากไทยตกคันละ  60,000 บาท แต่ถ้าเป็นรถที่นำเข้าจากประเทศจีนราคาจะตกอยู่ที่ 18,000 บาท    พูดถึงคุณภาพแล้วหละก็พอเหมาะพอสมตามราคา   ซึ่งก็มีคำเตือนว่า ถ้าซื้อรถจักรจีนมาใหม่ ๆ ห้ามเบิ้ลแรง ไม่งั้นน๊อตหลุดหมดทั้งคันแล้วจะหาว่าไม่เตือน    แต่เรากลับมองว่า จะเป็นนำเข้าหรือสั่งซื้อมาจากประเทศไทยหรือจีน    ก็มีสิทธิน๊อตหลุดได้เหมือนกันก็แหมจะไม่ให้รถเปลี่ยนรูปเป็นลดได้อย่างไร    ในเมื่อสภาพถนน หนทางของที่นี่   มีผู้บ่าว  ผู้สาวเยอะเหลือเกินรัฐบาลเค้าก็เลย มีแต่หลุมไว้เยอะเพื่อให้ตกหลุมรักกันเสียจนเต็มบ้านเต็มเมืองอะสิ    รถ..ที่ซื้อมาราคาแพงสุดๆ  ก็เลยต้องกลายเป็น ลด ....ไป......เฮ้ย......น่าสงสารจัง

               

สะบายดี..หลวงพระบาง 2

ตอนที่ 3  ป้ายทะเบียน  วิงๆ เวียนๆ หัว..ขมอง  

               

                ปริ้นๆๆๆๆ....... เสียงแตรรถส่งสัญญาณ เพื่อบอกกล่าวรถคันอื่นที่ร่วมใช้ถนนด้วยกัน

ซึ่งมันกลับเรียกร้องความสนใจให้กับเราได้หันกลับไปมองดูรถคันที่ส่งสัญญาณนั้น ....และก็พบกับสิ่งสะดุดสายตาที่ต้องเก็บเอามาคิดและขีดๆ เขียนๆ เล่าสู่กันฟัง

                ก็แหมรถคันที่ส่งสัญญาณนั้นเป็นรถป้ายแดงเชียวน้า..แต่...เอ...ทำไมสภาพรถมันโทรมได้ใจจริงๆ     เราเก็บความสงสัยไว้ในใจไปถามเจ้าเบเบ้(ไกด์ลาวสาวไม่ค่อยสวยอิอิ กว่าเรา )

         จนได้ความถึงบางอ้อว่า  การใช้ป้ายทะเบียนของที่นี่เค้าจะไม่เหมือนเมืองไทย ที่แบ่งออกเป็นป้ายแดง    ป้ายสีขาวตัวหนังสือสีดำ สำหรับรถส่วนตัว    ป้ายพื้นสีฟ้าตัวหนังสือสีขาว  สำหรับรถกลุ่มทูตานุฑูต    ป้ายสีเหลืองสำหรับรถโดยสาร   และป้ายพื้นเหลืองตัวหนังสือสีดำ  สำหรับรถบัส  รถบรรทุกที่ใช้ในการขนส่งเท่านั้น  
                    แต่สำหรับที่ประเทศลาวแล้วนั้น การใช้ป้ายทะเบียนรถยนต์   จะมีการแบ่งแยกย่อยออกไปอีก   ว่ารถสำหรับข้าราชการตำรวจ    รถสำหรับข้าราชการทหาร    ซึ่งสีที่ใช้ก็จะแตกต่างกัน   

อย่างเช่น   ป้ายรถยนต์บุคคล จะใช้สีดำพื้นเหลือง  สำหรับรถโดยสารสาธารณะทั่วๆ ไป  ป้ายจะเป็นตัวหนังสือสีน้ำเงินพื้นขาว   ป้ายแดงเป็นรถของข้าราชการตำรวจ เป็นต้น             

                พอได้รับคำอธิบายจากเบเบ้แล้ว   พวกเราก็เริ่มหากิจกรรมสนุกๆ เล่น    ด้วยการหาแข่งทายป้ายทะเบียนรถ ว่าเป็นรถที่วิ่งผ่านหน้าเราไปนั้นเป็นประเภทไหน  

                แรก ๆ ทุกคนก็สนุกสนานเพราะรถที่วิ่งผ่านไปส่วนใหญ่จะมีป้ายทะเบียนสีดำพื้นเหลือง และสีฟ้าพื้นขาวเท่านั้นเพราะเส้นทางที่เราวิ่งไปไม่ใช่แห่งชุมชน        แต่แล้วโจทย์ก็เริ่มยากขึ้น...เมื่อรถวิ่งผ่านใจกลางเมือง......ความสนุกสนานที่เคยมีเริ่มกลับกลายเป็นความวิงๆเวียนๆ  สับสน  ไม่แน่ใจซะแล้ว

                ก็แหมคุณขา.....ป้ายทะเบียนที่เนี้ยมันหลากหลายและยากเกินกว่าจะจำจริงๆ      เอาเป็นว่าใครจำได้ก็รบกวนช่วยบอกด้วยแล้วกันค่ะ...แต่สมองอย่างเราขอยอมยกธงขาวเลยจ้า .....

สะบายดี..หลวงพระบาง 1

ตอนที่ 2    สัญญานไฟ  (จราจร).....กุ๊กกิ๊ก  

                                                                                                                          

                นักขับรถทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น  เด็กแว้น  ไม่แว้น   นักขับรถแข่งที่ชนะมาไม่รู้กี่สนาม   นักปั่นน่องโปร่งหรือนักปั่นจักรยานที่ได้เสื้อสามารถจากสนามตรูเดอฟองค์   และแม้แต่พี่วิน(มอเตอร์ไซค์)    พี่แท็ก(แท็กซี่)   น้อง บีเอ็ม X ทั้งหลายแหล่ หรือแม้กระทั้งพี่แวนที่พวกเรากำลังนั่งอยู่นี่    หากได้มาที่นี่ก็ต้องยอมชิดขวาตลอด...ไม่มีใครกล้าเอียงซ้ายเลยไม่ใช่เพราะเค้ากล้วจะถูกหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์หรอกนะแต่เพราะเค้ากลัวรถมันตำ(ชน)กันต่างหาก

เพราะการจราจรของที่นี่เค้าจะต่างจากบ้านเราคือจะขับรถทางช่องทางขวาตลอด ในขณะที่บ้านเราจะขับชิดซ้าย   ดังนั้นก็ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งสำหรับมื่อใหม่ที่ไม่คุ้นชินกับเส้นทาง

นอกจากจะเอียงขวา  ...เฮ้ยไม่ใช่สิ....ชิดขวาแล้ว

สัญญาณไฟจราจรของที่นี่ยังมีคำเรียกที่แปลกๆ  แต่ก็แฝงไว้ด้วยความน่ารักไว้ด้วย

เช่น   ไฟแดง ภาษาลาว เรียกว่า ไฟอำนาจ นั่นหมายความว่าเมื่อไฟแดงขึ้นรถทุกคันต้องหยุด

                ไฟเหลือง  เรียกว่า ไฟลังเล คือจะไปหรือไม่ไปก็ต้องพิจารณาเอาเองว่ารถข้างหน้าและข้างที่จะเลี้ยวนั้นวิ่งหรือหยุดให้เราผ่านไปหรือไม่

          ไฟเขียว  เรียกว่า ไฟอิสระ ซึ่งไม่ว่าพี่ไทยหรือน้องลาว เค้าก็ชอบไฟนี้กันทั้งนั้นอะนะ    อันนี้คงไม่ต้องอธิบายก็ได้ค่ะว่าที่ชอบเพราะอะไร

นอกจากสัญญาณไฟแล้วที่นี่ยังมีกฎในการขับขี่ที่เข้างวดเหมือนบ้านเราด้วยนะค่ะ คือขับห้ามโทรจ้า แหมๆๆทันสมัยเหมือนพี่ไทยเลยเนอะ

แต่สำหรับเรื่องการสวมใส่หมอกกันน๊อคนั้นดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้มงวดเท่าไร เพราะยังเห็นหลายคนไม่ใส่เลย ..บางคนทั้งซ้อน เกิน 3 และไม่วมหมวกกันน๊อคอีก ...สงสัยเค้าจะมีไฟอิสระในชีวิตเต็มที่เลย ....เนอะ         

สะบายดี .....หลวงพระบาง

ตอนที่ 1   กรกฎาหรรษา.... พาแม่ทัวร์หลวงพระบาง           

 

                    หลังจากทำหน้าที่ประชาชนพลเมืองดีศรีสังคมกับการทำกิจกรรมอาสาสมัครแล้ว   ก็ได้เวลาไปปฎิบัติภาระของการเป็นลูกที่ดีแล้วนะจ๊ะ     หาฤกษ์งามยามดีได้เหมาะเจาะคุณพี่สาวตัวเป้งก็ได้ โอกาสชักชวนน้องชมไปเดินสายทัวร์หลวงพระบาง...แน่นอนเราไม่ลืมที่จะพา คุณแม่ผู้ติดตามที่ดูแลเรามาตลอดทั้งชีวิตร่วมเดินทางไปกับเราในครั้งนี้ด้วย      ก่อนหน้าที่จะออกเดินทางทัวร์ดูทุกคนหน้าตาสดใส   และมีความสุขกับการจัดเตรียมของสัมภาระในการจัดกระเป๋าเดินทาง เลือกเสื้อตัวโน้น  ตัวนี้เพื่อบรรจุลงกระเป๋า   ดูเหมือนคนที่ตื่นเต้นที่สุดก็คงจะเป็นแม่เพราะกระเป๋าเธิใหญ่ใหญ่มาก(ไม่รู้เหมือนกันว่าขนอะไรไปมากมายขนาดนั้น)

                    เรามาถึงที่ถึงหนองคายก็ได้รับการต้อนรับจากสายฝนที่เย็นฉ่ำ...เสมือนน้ำใจไมตรีของผู้คนที่นี่จริงๆ   เมื่อเติมพลังด้วยไข่กระทะ กะขนมปังแป้งข้าวจี่ อาหารขึ้นชื่อของเมืองนี้  ท่ามกลางความวุ่นวายของลูกทัวร์คนอื่น ๆ ที่มากหน้าหลากหลายตา  จนอิ่มท้องกันแล้ว พวกเราก็แยกย้ายกันขึ้นรถตู้ ใครตู้มัน  ซึ่งไกด์ประจำรถของเรา ชื่อโบอี้ ก็พาพวกเราไปไหว้พระไส ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดหนองคาย    จากนั้นรถก็พาเรามุ่งหน้าสู่ด่านตรวจคนเข้าเมือง เพื่อทำวีซ่าเข้าประเทศลาว  

                    ใช้เวลาไม่นานนักเพราะเราเป็นคณะใหญ่ (ก็แหม รถตู้ตั้ง 27  คัน ) บริษัทจึงได้ประสานงานไว้ล่วงหน้าเรียบร้องแล้ว   ออกจากด่านเราก็มุ่งหน้าข้ามสะพานไทย-ลาวมิตรภาพมุ่งหน้าสู่ด่านพรมแดนของนครหลวงเวียงจันทร์ ..... เข้าสู่ประเทศลาว ..............อ้อลืมบอกไปว่านอกจากไกด์โบอี้แล้วยังยังมีไกด์สาวเมืองลาวร่วมเดินทางไปด้วยตลอดทริปอีก 1 คน เธอชื่อว่า เบ้บี๋ หรือจะเรียกว่าเบ้ก็ได้จ้า    หน้าที่ของเธอคือพาเราไปเยี่ยมความงามของประเทศลาว  ที่แรกที่เธอพาเราไปก็คือ  วัดพระธาตุ   ซึ่งเป็นวัดคู่เมืองหลวงเวียงจัน  เราเดินชมความงดงามของศิลปะวัฒนธรรมในการก่อสร้างพระธาตุและฟังเรื่องราวประวัติความเป็นมาการก่อสร้างพระธาตุจากเบ้บี๋แล้ว      ก็ออกเดินทางไปชมความอลังการของ  ประตูชัย  ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะที่ประชาชนลาวสามารถขับไล่ชาวฝรั่งออกไปจากประเทศได้ โดยได้นำเอาปูนที่ทหารฝรั่งนำมาเพื่อก่อสร้างสนามบินมาให้เป็นประตูชัยที่ตั้งตระหง่าโดดเด่นนี้    3  คนแม่ลูกถ่ายรูปกันจนเหน็จเหนื่อยแล้วก็ไปนั่งรอสมาชิกคนอื่นบนรถ    ไม่นานนักสมาชิกผู้ร่วมทัวร์ของเราก็มาครบ        

เราออกเดินทางไปวัดพระแก้วซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วในอดีต  ที่วัดแห่งนี้เป็นวันเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของวังจันทร์ที่น่าแปลกมากเพราะที่นี่มีการรวบรวมพระพุทธรูปและของเก่าไว้มากมายเลยนี่หากเป็นบ้านเราเมืองเรา รับรองเรียบเป็นหน้ากลองไปหมดแล้ว

                    หลังทานอาหารเที่ยวอิ่มหม่ำสำราญแล้วก็ออกเดินทางไปวังเวียงต่อ เราใช้เวลาเดินทางไถ่เขาลัดเลาะไปเรื่อยๆ  ก็ถึงวังเวียง หรือกุ้ยหลินเมืองลาว แต่น่าเสียดายอย่างมากเพราะวันนี้หมอกลงหนามากจนมองไม่เห็นภูเขาที่ล้อมรอบอยู่เลย   เราเอาของเก็บที่ห้องพักและนั่งดูทีวีรอฝนหยุดตกสักพักใหญ่ ๆ ก็ ออกมาถ่ายรูปเล่น   ชมวิวภูเขาหินปูนที่ปกคลุมไปด้วยเฆมหมอกที่ริมระเบียงกับพี่สาวไม่นานนัก  แววของนักเสาะแสวงหาก็ออก จึงชักชวนกันเดินลัดเลาะจากโรงแรมที่พักไปชมตลาดสดเล็กของชาวบ้านในระแวกนั้น  ตอนแรกตั้งใจว่าจะเดินไปให้ถึงย่านชุมชนที่คาคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ แต่แล้วก็หมดแรงซะก่อน     ค่ำนี้เราไปทานข้าวที่ร้านริมสนามบินเก่าแก่ของเมืองวังเวียงที่เคยใช้เป็นที่สัญจรไปมาของทหารฝรั่งเศลเมื่อครั้งสงคราม    และน่าเสียดายที่วันนี้สนามบินแห่งนี้กลับกลายเป็นแค่ลานดินกว้างๆ ที่ไร้ค่า.......เท่านั้น .......

                    วันนี้เราออกเดินทางไปหลวงพระบาง...มันเป็นการเดินทางที่ต้องฝ่าฝันกับเรื่องที่หน้าตื่นเต้นอีกแล้ว  เพราะได้รับข่าวจากกรุ๊ปก่อนหน้าที่ออกเดินทางไปก่อนเราด้วยรถโดยสารขนาดใหญ่ บอกว่า เส้นทางที่จะเดินทางไปมีดินถล่ม ทำให้เค้าไม่สามารถเดินทางไปได้ จึงต้องตีรถกลับลงมานอนที่วังเวียงเหมือนเดิม...แต่กรู๊ปเราใช้รถเล็ก (รถตู้) ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร .....เราออกเดินทางจากวังเวียงมาด้วยอาการลุ้นตลอดเวลาว่า  หนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร...เพราะต้องฝ่าสายฝน  และน้ำท่วมในบางพื้นที่    เมื่อเริ่มขึ้นเขาหมอกจางๆ สีขาวก็เริ่มเข้ามาคืบคลานปกคลุมเส้นทาง....เรานั่งชมวิวสองข้างทาง...ระหว่างการเดินทางจะเห็นวิถีชีวิตของลาวที่แตกต่างกัน คือลาวเทิง ลาวที่อยู่บนที่สูง การใช้ชีวิต ความป็นอยู่และธรรมชาติที่สวยงาม ผ่านหมู่บ้านที่อยู่ในที่ราบและลาวที่อาศัยบนเขาสูง กับอากาศเย็นสบาย ไปเรื่อยๆ....

                    รถก็ลัดเลาะภูเขาที่มีดินถล่มลงมาในบางช่วงจนสุดท้ายพวกเราก็มาถึงหลวงพระบางได้อย่างปลอดภัย .......และไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงมีดินถล่มลงมาเพราะภูเข้าบางลูกถูกชาวเขาบุกรุกแถล้วถางปลุกพืชล้มลุก..จนทำให้ต้นไม้ใหญ่ๆ ที่มีรากแก้วเป็นที่ยึดดินต้องถูกทำลายไป เมื่อฝนตกลงมาอย่างหนักน้ำก็กัดเซาะหน้าดินจนทำให้ชั้นดินรองรับน้ำไม่ไหวและถล่มลงมาในที่สุด     นี่จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าเสียดายยิ่ง   นอกจากนี้แล้วไกด์ลาวยังบอกเราอีกว่าเดิมภูเขาแถวนี้จะเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่และไม่เนื้อแข็งที่มีอายุหลายร้อยปี   แต่เมื่อจีนได้ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลลาวในการสร้างถนนเชื่อมโยงระหว่างประเทศลาวกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเชื่อมโยงไปยังประเทศจีนขึ้นมาโดยมีข้อตกลงว่าจีนจะสร้างถนนให้โดยไม่คิดมูลค่าแต่ว่าต้นไม้ที่ถูกตัดออกไปนั้นก็จะเป็นของจีนไปด้วยและจีนก็ขอนำสินค้าเข้ามาขายยังประเทศลาวด้วย

                    น้ำตกตาดกวางสี  เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงพระบางเท่าไร ประมาณ 25 กิโลได้วันนี้น้ำเยอะมากเพราะฝนตก   น้ำตกนี้ตกจากเขาที่สูง 70 เมตร (ขณะที่เราเดินขึ้นไปชมความงามของน้ำตกฝนก็ตกอยู่นะ)   เมือถ่ายรูปท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย เสร็จแล้ว  เรา ก็ไปชมรอยพระพุทธบาทติดฝั่งลำน้ำโขงที่วัดฝั่งตรงข้ามเมืองเชียงแมน   แต่ก็ต้องน่าเสียดายอีกเพราะวันนี้น้ำแม่น้ำโขงขึ้นสูงเนื่องจากฝนตกหนัก ท่วมรอยพระบาทไปกว่าครึ่ง แต่ก็แพ้ความพยายามของพวกเราที่ยอมลงทุนลุยน้ำลงไปดู  เดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึงงัย   คืนนี้เรานอนพักที่โรงแรมพูสี ซึ่งก็นับว่าเป็นโอกาสดีที่เดียวหละเพราะค่ำนี้เราจะได้เดินตลาดมืดได้อย่างสะดวกเพราะโรงแรมอยู่ไม่ไกลเลยเดินข้ามถนนไปก็ถึงตลาดแล้ว  คราวนี้หละ ช๊อปกระจายแน่ๆๆ 

                    สินค้าในตลาดมืดส่วนใหญ่ก็เป็นงานหัตถกรรมประเภท ผ้าทอต่างๆ  ผ้าถุง  กระเป๋า และที่ฮีตสุด    ก็คือเสื้อยืดสกรีน ข้อความต่าง ๆ อาทิ  เบยลาว   สะบายดี   หลวงพระบาง  เดินช๊อปกันมาได้สักพักไม่รู้ข้าวของมันโดดติดไม้ติดมือมาตั้งแต่เมื่อไร ทั้งแม่และลูกหิ้วกันสองมือสองไม้ คุณลูกสาว ได้ของไปฝากเพื่อน ๆ ที่ทำงาน   ส่วนคุณแม่ที่ย้ำนัก  ย้ำหนาว่าจะไม่ซื้ออะไร ก็อดไม่ได้ กับ ผ้าถุงลายพื้นเมือง (ที่ซื้อเนี้ยเพราะเธออยากจะใส่ไปตักบาตรพระในวันรุ่งขึ้น ....ดูสิว่าอินเทรนขนาดไหน ต้องทำตัวให้เข้ากะวัฒนธรรมเค้าด้วยนะ) เมื่อเดินกันจะไม่รู้จะซื้ออะไรแล้ว ก็บอกลาตลาดมืดกลับไปนอนฝันดี 

                    วันนี้ตื่นเช้าสัมผัสอากาศของหลวงพระบาง   ดูผู้คนคลึกคลักเชียวเพราะวันนี้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวหลวงพระบางเยอะมาก   เสียงระฆังกังวาลไปทั่วเมืองสัญญาณบุญ  ผู้คนก็เริ่มทยอยออกมานั่งริมถนน  เบื้องหน้ามีกระติ๊บข้าวเหนียวตั้งเรียงราย บนเสื่อ เป็นแถวยาว  ใช่นั่นคือการใส่บตรข้าวเหนียว  หรือการทำบุญตักบาตรข้าวเหนียว  ที่ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นของหลวงพระบางเลยเชียว    พระสงฆ์จำนวนเป็นร้อยๆรูปเดินเรียงรายอยู่บริเวณกลางเมืองท่ามกลางผู้คนที่มารอคอยเพื่อที่จะใส่บาตร  มันช่างงดงามน่าดูเชียว

                    จากนั้นเราก็เดินลัดเลาะ เลี่ยงออกไปที่ริมโขงเพื่อชมวิถีชีวิตริมน้ำโขงยามเช้า   และแวะเข้าไปเที่ยวชมตลาดเช้าของชาวหลวงพระบาง  ที่มาจับจ่ายซื้อของใช้   ที่นี่เราได้ชิมอาหารพื้นเมืองของเค้าด้วย  ได้เห็นอาหารแปลกๆ  และซากสัตว์ป่าที่ถูกฆ่าและนำเนื้อมาขายด้วยช่างเศร้าใจเสียจริงๆๆ            

                    หลังจากทานอาหารเช้าที่โรงแรมแล้วเราก็ออกเดินทางไปเที่ยวที่ถ่ำติ่ง และนี่คือการเดินทางด้วยเรือที่ต้องล่องไปตามแม่น้ำโขง  มหานทีแห่งชีวิต ระหว่างที่เรือแล่นไปเราก็จะได้พบกับวิถีชีวิตของชาวบ้านในแถวนั้น พบเด็ก ที่กำลังพายเรื่ออย่างเร่งรีบ  แข่งกับเรือของนักท่องเที่ยว     ถ่ำติ่งเป็นถ่ำที่เก็บพระพุทธรูปเป็นจำนวนมาก ภายในถ่ำจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ถ่ำติ่งบน กับถ่ำติ่งล่าง   ตอนขึ้นไปชมถ่ำติ่งดูเหมือนทุกคนสนุกสนานและตื่นเต้นไปกับการเดินทาง               แต่ตอนขากลับสิเครียดและลมเสียตามๆกันเลย    ก็เพราะว่าเรือที่เรานั่งมาเป็นเรือลำแรก   เวลาจอดก็ต้องอยู่ในสุด   ดังนั้นเวลาออกเราต้องรอให้ลำอื่นๆ ออกก่อนเพราะฉันนั้นพวกเราก็เลยลมเสีย.....ไปตามๆกันกับการรอคอย

                    จากถ่ำติ่งเราก็ไปชมการทอผ้าที่บ้านผมนม   ซึ่งการทอผ้าที่นี่เค้าจะใช้กี่กระตุกซึ่งเป็นภูมิปัญญาของลาวในการทอผ้าเนื้อดี   และมีผ้าทอหลากหลายสี  หลากหลายแบบไว้ให้เลือกซื้อหาติดไม้ติดมือไปฝากคนที่บ้านด้วย    เบเบ้บอกเราว่าตอนเย็นๆ ชาวบ้านที่นี่จะนำผ้าทอเข้าไปตั้งร้านขายที่ตลาดมืดด้วย   

                    เที่ยวกันจนบ่ายคล้อย.....ก็เลยต้องเติมพลังกันหน่อย  กับเฝอ  หรือก๋วยเตี๋ยวญวน  อ้อ มื้อนี้ได้ชิมส้มตำแล้วหละ  มาตั้งหลายวันหาส้มตำหม่ำไม่ได้เลยอะ   อิ่มท้องกันแล้ว เราก็ออกเดินทางต่อเพื่อเข้าชม พระราชวังหลวงพระบาง  และนมัสการพระบาง พระคู่บ้านคู่เมือง ของลาว   ภายในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นอาคารเดิมของพระราชวังหลวงพระบาง นั้นได้ถูกใช้เป็นพื้นที่จัดแสดงห้องบรรทม   ห้องต่างๆ   ตลอดจนข้าวของเครืองใช้ ของเจ้ามหาชีวิตของลาว ในอดีต  ซึ่งในแต่ละส่วนก็ได้มีการจัดแสดงไว้อย่างสวยงาม    เดินข้ามถนนจากพระราชวังมาเราก็เดินทางขึ้นภูษี ที่นั่นเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุภูษี   ที่อยู่คู่เมืองหลวงพระบางมาเป็นเวลานาน  ลักษณะทางขึ้นก็คล้ายคลึงกับทางขึ้นเขาวัง  จังหวัดเพชรบุรี  ที่ปกคลุมไปด้วยต้นดอกดวงจำปา  หรือว่า  ดอกลั่นทม  แต่ที่สำคัญถือว่าเป็นไฮไลท์ของที่นี่ก็คือบริเวณนี่นักท่องเที่ยวสามารถชมเมืองหลวงพระบางในมุมสูงได้อย่างงดงามเชียว  

                    เมื่อถ่ายรูปและพักเหนื่อยเอาแรงจากการเดินขึ้นภูษี  แล้วก็ไปชมความงดงามของวัดใหม่สุวรรณภูมรามซึ่งเป็นวัดที่จะอัญเชิญพระบางพระคู่บ้านคู่เมืองมาประดิษฐานไว้ในช่วงงานบุญสงกรานต์    ที่วัดนี้มีศิลปล้านช้างที่สวยงาม      พร้อมกับสักการะเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์     ผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ประชาชนชาวลาว

                    จากนั้นเราก็เดินทางไปวัดแสนสุขาราม ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันเท่าไรนัก   ที่วัดแห่งนี้ถูกออกแบบและตกแต่งตามแบบศิลปของล้านช้าง    โดยดูได้จากหลังคาและศิลปในการปั้นองค์พระที่มีความอ่อนช้อยงดงาม     พระพุทธรูปที่นี่เป็นพระพุทธรูปปางยืนที่ชาวหลวงพระบางให้ความศรัทธาเป็นอย่างมาก       พวกเราถ่ายรูปกันสักพัก  ก็ต้องออกเดินทางต่อไปยังวัดเชียงทอง  ซึ่งเป็นวัดที่มีศิลปะวัฒนธรรมล้านช้างเก่าแก่ถึงสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช   ที่นี่เราได้เที่ยวชมและนมัสการพระประธานเพื่อความเป็นศิริมงคลด้วย        จากวัดเชียงทองเราเดินทางต่อไปที่  พระธาตุหมากโม ที่ตั้งอยู่ในเขตของ วัดวิชุนราช  ซึ่งเป็นวัดเก่าแกอีกแห่งหนึ่งของหลวงพระบาง    พระธาตุหมากโม หรือพระธาตุแตงโมนี้เป็นพระธาตุที่มีรูปร่างของพระธาตุที่แปลกตา   มองดูแล้วเหมือนกับผลแตงโม ที่ผ่าครึ่งแล้วคว่ำ และนั่นก็คือที่มาของคำว่าพระธาตุแตงโม

                    ค่ำนี้เป็นคืนสุดท้ายแล้วที่เราจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวหลวงพระบาง.........เพราะฉะนั้นขอไปซ๊อปปิ้งสั่งลาหลวงพระบาง.........ซะหน่อยดีกว่า.......จะซื้ออะไรไปฝากคนสำคัญคนนั้นเน้อ.....................บ้ายบาย........สะบายดี......ลาก่อนหลวงพระบาง......

7月24日

ฤดูกาลแห่งความเหน็จเหนื่อย.....ที่คุ้มค่า

ดูเหมือนพอย่างเข้าเดือนมีนาคม ของทุกปี  สำหรับคน ที่  พรพ.  มันคือการก้าวเข้าสู่ฤดูกาลแห่งความเหน็จเหนื่อยที่ทุกคนต่างก็ทุทเทกำลังกาย กำลังความคิด และการสละเวลาอันที่ค่า ของตนเอง มาทุ่มเทกับกับการจัดประชุม FORUM  หรือการประชุมวิชาการที่จัดเป็นประจำทุกปี  แต่ดูเหมือนว่าปีนี้เราจะเหน็จเหนื่อย มากกว่าปีที่ผ่านมามาก  เพราะช่วงนี้ต้องมาสูญเสียญาติผู้ใหญ่ที่เคารพไปอีก 1 ท่านจึงทำให้ต้อง ขึ้น ๆ ลงๆ ระหว่างกรุงเทพ และปราจีนบุรี และไหนจะต้องมาเตรียมเอกสารสำหรับผู้เข้าร่วมการประชุม ที่ต้องตามขอรับต้นฉบับและนำต้นฉบับไปจัดส้งโรงพิมพ์   ตรวจบรู๊ปความถูกต้อง และความสวยงามของปกซึ่งต้องใช้เวลาและความละเอียดเป็นอย่างมาก   จนบางครั้งรู้สึกท้อเพราะต้องอดทนกับบางสิ่งบางอย่าง ..................................
 
แต่ก็มาคิดอีกครั้งว่า ไม่ใช่เราคนเดียวที่รู้สึกเช่นนี้  ทุกคนในที่ทำงานต่างก็เหน็จเหนื่อยด้วยกันทั้งนั้น  ไหนจะเป็นที่ปรึกษษที่ต้องทำรายงาน  หรือทีมผู้ประสานงานที่ต้องอยู่ดึกๆๆ ดื่น ๆ ทำรายงานเพื่อเตรียมเสนอคณะกรรมการ ฝ่ายบริหารหลาย ๆ คนที่ต้องเข้ามาทำงานในวันเสาร์อาทิตย์  บางคนถึงกับหอบลูกเข้ามาทำงานด้วยเพราะต้องการให้เวลากับครอบครัวบาง   และอีกหลาย  ๆฝ่ายที่ต่าง ก็มีภาระหน้าที่ของตนเอง ที่สำคัญ คณะผู้บริหารที่ต้องทุทเทกำลังความคิดในการควบคุมความเรียบร้อยของการจัดงาน 
 
เมื่อวันแรกของการจัดประชุมมาถึง ทุกสิ่งที่วุ่นวาย  ความเหน็จเหนื่อย หรือสิ่งที่คับข้องใจจากการกระทำ หรือคำพูดของบางคนที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานมันก็เลือนหายไปอย่างหมดจด    วันที่ 13 มีนาคม เวลา 16.30 น. พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์โสมสวรี  พระวรชาทินัดดามาต ได้เสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงานและประทานประกาศณียบัตร รับรองกระบวนการคุณภาพให้กับโรงพยาบาลที่ผ่านการรับรอง ....วันนั้นพระองค์หญิง ทรงยิ้มแย้มแจ่มใส่ ให้กับคณะทำงาน ช่างเป็นยิ้มที่สร้างกำลังให้กับพวกเราเป็นอย่างมาก.........
 
แม้ฤดูกาลแห่งความเหน็จเหนื่อยได้ผ่านพ้นไปแล้ว    แต่คว่ามปลื้มปิติ ของเรายังคงอยู่เพื่อรอคอยให้ฤดูกาลนี้หวนกลับมาอีกครั้งในปีต่อๆ ไป ......
 
 
   
5月21日

บอกลาPR.เป็นครูอาสาบนดอย(ชั่วคราว)3

ตอน...ฝอ...อา..ยอ..ฝายน้ำแรงแฝงน้ำใจ

 

                ครูครับ.....ครูบ้านนอกที่อยู่ข้างบนลงมาร่วมตัวได้แล้วนะครับ ...

                   ครูช่วย   เร่งมือหน่อยนะครับ  นั้นคือเสียงของอาหม่า...เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิที่มาดูแลพวกเรา  

อาหม่าจะไม่มีบ้านอยู่ประจำคือ จะนอนที่โรงเรียน   หรือไม่ก็บ้านพักครู   มีหน้าที่ในการเดิน  เข้าบ้านโน้น

ออกบ้านนี้   แล้วก็ จะไถ่ถามอยู่ไม่กี่อย่าง เช่น

                บ้านนี้ทำอะไรกินอะ .....       กับข้าวยังไม่เสร็จหรอ

                ครู..อีกคน..ไปไหนอะ

                เดี๋ยวมากินข้าวด้วยนะ พูดจบอาหม่าก็เดินจากไป  แล้วก็ไม่เคยมีสักวันที่จะกลับมากินข้าวด้วยกัน

วันนี้ก็เหมือนเดิม อาหม่าเดินมาทักทายเราที่บ้านแต่เช้าตรู แล้วก็หายไป จนได้เวลาเกือบ 2 โมงครึ่ง

อาหม่าก็จะร้องเรียกพวกเราอีกครั้ง ให้มาร่วมตัวกันเพื่อออกเดินทาง .......วันนี้พวกเราจะไปซ่อมฝาย .....ไปเที่ยวน้ำตก...ซึ่งวันนี้จะต้องพกพาอาหารกลางวันไปปิคนิกกันด้วยนะ  ส่วนบรรดาครูผู้ชายก็จะต้องแบกทรายและปูนขึ้นไปซ่อมฝายด้วยจ้า    เมื่อครูพร้อม    เด็กๆๆ ก็พร้อม  พวกเราก็เดินเดิน...ขึ้นดอยไป  ซึ่งก็ผ่านบ้านครูบ้างคนที่อยู่สูงๆ (หรือที่พวกเราเรียกกันว่า คอนโด) และหนึ่งในนั้นก็คือบ้านพี่ท่อน  ยิ่งเดินขึ้นคนจากเบื่องล่างก็เริ่มเหนื่อย   เลยแวะพักดูวิวสักพัก..แล้วก็พึ่งรู้ว่าวิวบนคอนโดนี้สวยงามมากๆ เลย...ตอนแรกเราก็ว่าวิวห้องกินข้าวเราสวยสุดๆ แล้วยังต้องยอมให้คอนโดพี่ท่อนเลย 

                ลัดเลาะผ่า ป่า  มาได้สักพักใหญ่ๆ ก็มาถึงฝาย.... ที่พวกเราจะซ่อมแล้วหละ  มันเป็นฝ่ายกั้นน้ำขนาดเล็กๆๆ วันนี้เราได้เรียนรู้ว่าจะจุดกำเนิดน้ำเล็กๆ เมื่อเรากักกันมันไว้ไม่นานสายน้ำเล็กๆนั้นก็กลายมาเป็นแหล่งน้ำน้ำที่สามารถทำให้เกิดประปาหมู่บ้านเพื่อล่อเลี้ยงชีวิตของชาวลาหลู่ที่นี่ได้อย่างสะดวกสบายโดยไม่ต้องเดินแบกน้ำไกลๆ       การซ่อมฝ่ายวันนี้เป็นการ่วมมือร่วมใจของชาวครูบ้านนอกทั้งหลายกับชาวลาหลู่ในหมู่บ้าน แรกๆ ครูก็ยังเก้งๆ กังๆ อยู่เพราะไม่รู้จะเริ่มอย่างไร..พวกเรายืนดูชาวบ้านทำงานอยู่สักพักใหญ่ๆ  จยสุดท้ายก็มีคณุท่านหนึ่งเริ่มที่จะลงไปช่วยโกยโคลนออกทำให้มีครูอีกหลายๆ เริ่มเคลื่อนไหวร่ายกายลงไปอยู่ในฝ่ายและลงมือโกยโคลนที่เลอะเทอะอย่างสนุกสนานจนลืมความเหน็จเหนื่อย   ท่ามกลางเสียงหยอกเย้าของเพื่อนครูส่วนหนึ่งที่ให้กำลังอยู่เบื้องบน และความขบขำของชาวลาหลู่ที่เอ็นดูพวกเรา  ไม่นานนักการซ่อมฝายแห่งแรกก็สำเร็จเสร็จสิ้นลงไปแต่ภาระงานของพวกเรายังไม่หมดเท่านั้น     สอบต. บ้านจะจ๋อ  บอกกับพวกเราว่าให้พวกเราไปเที่ยวน้ำตกห้วยแก้ว ที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ เด่ยวพวกเค้ากะชาวบ้านที่เหลือจะซ่อมฝายที่เหลือเอง  ครูบ้านนอกบางส่วนจึงตัดสินใจไปเที่ยวน้ำตก และบางส่วนก็ยื่นยันที่จะไปซ่อมฝายต่อ ซึ่งหนึ่งนั้นนั้นก็คือเราที่ยังยืนยันที่จะอยู่ซ่อมฝายมากกว่าการเดินข้ามเขาไปชมความงามของน้ำตก    เดินจากฝายแรกไปไม่ไกลนักเราก็มาถึงฝายที่ 2  ครั้งนี้เราต้องเร่งทำงานแข่งกะฝนที่กำลังจะโปรยปรายลงมา........ในที่สุดเราก็ทำสำเร็จจนได้ ทันทีที่ซ่อมฝายเสร็จฝนก็กระหน่ำเทลงมาพวกเราก็ต่างวิ่งต่างเดินกลับสู่บ้านพักด้านล่างสภาพการเดินลงนั้นมันต่างกะเดินขึ้นมากๆ เพราะมันลื่นหน้าดูเลย เพื่อนบางคนก็ต้องถอดรองเท้าเดินเพื่อป้องกันการลื่นไถล......ความเหน็จเหนื่อยจากการใช้แรงงานทำฝายมันละลายหายไปกับสายน้ำจนหมดสิ่ง    มีแต่ความปลื้มปิติยินดีที่ได้ทำเท่านั้นที่คงอยู่อย่างยึดแน่นในจิตใจ

                   เวลาเที่ยงกว่าๆ  เราก็เดินลงมาถึงด้านล่างของหมู่บ้าน ....อาหารของครูบางท่านถูกครูที่อยู่ร่วมบ้านนำติดตัวไปน้ำตกด้วยดังนั้นจึงทำให้ไม่มีอาหารเที่ยงท่าน ส่วนเราโชคดีที่สมาชิกครูที่อยู่ร่วมบ้านด้วยกันนั้น....ไม่ได้ไปน้ำตกเราจึงมีอาหารเพียงพอที่จะแบ่งปันครูท่านอื่นๆได้ท่านด้วยกัน  ครูท่านหนึ่งตัดสินใจก่อไฟต้มมาม่าเลี้ยงพวกเราเพิ่ม   ซึ่งมาม่านั้นวันนี้แม้ว่าจะเค็มแต่ก็อร่อยอย่าบอกใครเชียว  และเป็นมาม่าแห่งสายใยที่เชื่อมโยงพวกเราให้ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันมากขึ้นด้วย

                ค่ำคืนนี้มีการแสดงของชาวลาหลู่เพื่อเป็นการเลี้ยงอำลาให้กับพวกเรา...เคาจะอนุญาติให้ครูที่อาศัยอยู่บ้านสามารถยืมชุดของชาวลาหลู่มาใส่เพื่อร่วมกิจกรรมในคืนนี้ด้วย   ดูเหมือนว่าครูบ้านนอกหลายๆ ท่านเมือ่แต่ชุดชาวลาหลู่แล้ว  ดูกลมกลืนจนจำไม่ได้เลย  ส่วนเด็กๆ ชาวลาหลู่เองก็สวยงามน่ารักมากจริง ๆ พวกเราจัดการแสดงเต้น จะครึก ซึ่งเป็นการเต้นที่อาศัยจังหวะของกลองและปี่ของชาวเข้าขอบอกว่าท่าเต้นนั้นยากมากเราพยายามอยู่หลายรอบจนแต่ก็ไม่สามารถสู้เด็กๆ ได้เลย........ภาพความงดงามของเสื้อผ้า   ภาพความงดงามจากท่วงท่า และความสนุกสนานของเสียงดนตรี  ภาพรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของครูกับชาวลาหลู่ที่ขบขันในท่าเต้นที่ไม่เป็นท่าของบรรดาครู   ช่างเป็นภาพที่น่าจดจำเสียจริงๆ

 

                ทำอะไรกินอะ เสียงของอาหม่าผู้คุ้นเคยเดินเข้ามาทักทายเช่นเดิม  แต่ครั้งนี้ดูต่างไปเพราะอาหม่ำ

หิ้วกระเป๋าสะพานมาด้วย

                ทำข้าวผัดอะ..กินด้วยกันใหม 

                ไม่อะ   ไปก่อน....เดี๋ยวเจอกัน 8.30 น.นะ อาหม่าตอบแล้วก็เดินจากไปเหมือนเช่นเคย

                วันนี้แล้วสินะที่เราต้องจากที่นี่กลับไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงและวิถีชีวิตเดิมๆ ของเมืองหลวงเช่นเคย

สภาพอากาศวันนี้ดูไม่ค่อยสดใสเท่าไรนัก มันคงเหมือนกับจิตใจของเด็กๆ และครูที่เศร้าหมองกับการจากลาที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า .......ครูล่ำลาลูกศิษฐ   ล่ำลาหงะเอ   หงะปา ที่ให้พวกเราได้มาอาศัยอยู่ด้วย

 

                ภาพเด็กๆ ที่ต่างวิ่งล้อมหน้าล้อมหลังครูเพื่อให้ได้อยู่ใกล้ชิดกะเค้ามาที่สุดก่อนที่จะลาจากกัน...มันอาจดูสับสนแต่อย่างน้อยก็สื่อถือความผูกพันธ์ที่เค้ามีให้กับครูแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆได้

                แล้วเวลาแห่งการเรียนรู้มุมหนึ่งในสังคมไทย  ของเราก็สิ้นสุดลง.....เมื่อมาถึงปลายทางกรุงเทพในเวลา05.30 น. ของวันใหม่ด้วยการบริการที่อบอุ่น....

......ลาก่อนครูบ้านนอก(ชั่วคราว) ....และตอนรับกลับสู่โลกแห่งการทำงานประชาสัมพันธ์...อีกครั้ง

               

                                             

บอกลาPR.เป็นครูอาสาบนดอย (ชั่วคราว)2

 ตอน...กรู..กูรู้...ครู...ไม่ง่ายอย่างที่คิด...

 

 คืนแรกก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี .....เริ่มเช้าวันใหม่กับแสงสีส้มที่ทาทาบเหลี่ยมเขา....(ที่เราไม่ได้มีโอกาสไปยลโฉมเลยเพราะมัวแต่ดูแสงสีส้มในครัว ที่กำลังส่องกระทบกับก้นกระทะในครัวอยู่นั้นเอง .....อ้อลืมบอกไปว่ากับข้าวอะเราทำเองได้นะ แต่สำหรับการก่อไฟและหุงข้าวเนี้ยต้องขอบคุณ หงะเอ  (แม่) หงะปา (พ่อ) ที่บ้าน มากๆๆเลยไม่อย่างนั้นมีหวังครูบ้านนอกอยู่เราคงอดข้าวเป็นแน่ ก็แหมไม่มีมี เตาติ้ง  กะ หม้อปลั๊กให้เรานี่น่า ........

หลังจากข้าวเช้าเม็ดสุดท้ายตกถึงท้อง.......วิญญาณแห่งความเป็นครูก็เข้ามาเยือน ................(อย่างกะหนังผีเลย)

เราไปเข้าแถวเคารพธงชาติร่วมกับนักเรียนและเริ่มทำการเรียนการสอน .....โดยการแบ่งฐานการเรียนรู้ออกเป็น 3 ฐาน และ ให้นักเรียนสลับหมุนเวียนกันไป    สำหรับกลุ่มของเราหรือฐานของเราคาบแรกเราได้นักเรียนที่เป็นเด็กผู้หญิงและเด็กเล็ก ๆ  บรรดาครูบ้านนอกมือใหม่ก็เริ่ม....สอน .....ด้วยการให้เด็ก ๆ ขีดๆ เชียน ๆ ระบายสี แรกๆๆ เค้าก็เขิน และไม่กล้า ..บางคนก็เล็กเกินกว่าจะวาดได้  บางคนก็ไม่รู้จะวาดอะไรในขณะที่ครูมือใหม่ก็ไม่รู้จะสอนอะไรเพราะอุปกรณ์และสื่อการสอนที่เตรียมมามันเยอะมาก จนไม่รู้ว่าเด็ก ๆเค้าจะรับอะไรได้บ้าง ....แต่สุดท้ายมันก็ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ศิลปะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการเชื่อมโยงและสะท้อนวิธีคิดของพวกเราได้ แม้ว่าจะไม่สวยงามตามหลักการแต่มันก็งดงามในมุมของเค้า    จากเด็กเล็กๆ ก็มาหมุนมาเป็นเด็กผู้ชาย เราก็ต้องปรับกลยุทธ์ในการสอนใหม่เพราะดูท่าทางผู้ชายจะเอาการอยู่  อะไรหละที่เด็กผู้ชายชื่นชอบ...มันทำให้ครูมือใหม่อย่างเราต้องหยุดคิด ...(เหมือน อิ๊กคิวซังเลย ....ใช้หมองนั่งมาธิ) ความเงียบสงบ....นำพาปัญญาเกิด..เราจึงใช้ดินน้ำมันและภาพจิ๊กซอลล์ที่มีอยู่ให้เด็กๆ แบ่งกลุ่มและปั้นดินน้ำมันโดยต้องสร้างสรรค์ให้เป็นเรื่องราว..... 

เส้นเล็กเป็นพี่ชายของเส้นใหญ่เด็กชาวลาลู่นักเรียกของเรา    เส้นเล็กเป็นผู้นำกลุ่มในการนำเสนอเรื่องราวที่เกิดจากดินน้ำมันที่ปั้นแต่ขึ้นนำมาร้อยเรียงได้อย่างน่าประทับใจ วันหนึ่งมีผู้ชายคนหนึ่ง ขะรถ วิ่งไปตามถนนไปเที่ยวที่สวนสัตว์ เขาเห็นงูออกไข่  2 แก่น  เห็นนกกำลังกินอาหาร  เห็นและควาย นี่คือสิ่งเล็กๆ น้อย ๆที่แสดงให้เห็นถึงจินตนาการอันกว้างไกล้ของเค้าเราจะเห็นว่าภาพที่เค้าสร้างกะเรื่องราวของเค้านั้นมันมีรายละเอียดหรือมุมเล็กๆ ที่แฝงไว้ด้วย  เช่น งูออกไข่ 2 แก่น (ก็คือคำว่า ฟอง )

มากลุ่มสุดท้ายเป็นกลุ่มผู้หญิงที่โตขึ้นมาหน่อย และก็มีหงะเอ หรือบรรดาแม่ ๆ ที่เราไปอาศัยบ้านเค้ามาร่วมเรียนด้วย เราก็ต้องปรับบรรยากาศในการสอนใหม่เช่นกัน  กลุ่มนี้จะทำอะไรดีน้า ......อ้อก็ให้วาดรูปสิทำการ์ดสำหรับตกแต่บอร์ดของโรงเรียน ซึ่งก็ได้ผล เค้าให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี  และบรรดาครูมือใหม่ทั้งหลายก็ไม่ต้องเหนื่อยกับการจับปูใส่กระด้งด้วย เฮ...แล้วงานสอนก็สิ้นสุดลงไปอย่างด้วยเร็ว แหมกำลังสนุกอยู่เลย

ช่วงบ่ายๆ วันนี้ครูมือใหม่ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มเพื่อทำการจัดบอร์ดแสดงผลงานและจับเด็กๆ อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายที่ธารน้ำข้างหลังหมู่บ้าน เราเลือกที่จะอยู่ทำบอร์ดอันที่จริงขี้เกียจเปียกน้ำ... เด็กๆ อาบน้ำเสร็จแล้วก็มา  วนเวียน   ลัดเลาะ    เกาะรั้ว   แอบดูพวกบรรดาครูว่าทำอะไรกับห้องเรียนของเค้ากันอยู่ อ้อลืมบอกว่าที่นี่ มีห้องเรียนห้องเดียวที่ใช้การเรียนรวม   โดยจะแยกเป็นโซนไว้ว่า   โซนไหนของวิชาอะไร อ้าหละแล้ว...ห้องเรียนก็ถูกแปลงโฉมด้วยฝีมือบรรดาครูมือใหม่อย่างงดงามตามความเหมาะสมของอุปกรณ์ที่มีจนเสร็จ    เด็กๆเริ่มคืบคลานเข้ามาภายในห้องและเดินดูด้วยความสนใจ    ในขณะที่บรรดาครูมือใหม่เองก็ปราบปลื้มใจกับผลงานของตัวเองจนอดถ่ายรูปกะผลงานของตัวเองไม่ได้ ........

ยังไม่จบโปรดติดตามอ่านตอนต่อไป.......ไปอ่านด้วยนะไม่อย่างนั้นขอให้ท้องเสียด้วย 5555555                 

 

บอกลาPRเป็นครูอาสาบนดอย(ชั่วคราว)

ตอน  เธอกับฉันเมื่อวันแรกพบ...

 

หลังจากที่สับสนกับการต้องตัดสินใจว่าจะไปหรือไม่ไปเป็นครูบ้านนอกที่เชียงรายอยู่นานเกือบอาทิตย์ .....เพราะอยากให้เพื่อนผู้ร่วมอุดมการณ์ที่ตั้งใจจะไปได้ร่วมเดินทางไปด้วยแต่สุดท้ายเพื่อนก็ติดธุระไม่สามารถไปกะเราได้   จึงทำให้เราเกิดความสับสนว่าจะเอาอย่างไรดีกับ  2  ชีวิต(เรากะเพื่อนผู้ตั้งใจอีก1คน) ที่เหลืออยู่    นั่งคิดนอนคิด   ทำงานคิดอยู่นานเกือบสัปดาห์    สุดท้ายก็ตัดสินใจได้...........ว่า.......มีเพียงเท้าเราเท่านั้นที่จะพาเราก้าวเดิน...และเราก็จะเดินต่อไปด้วยสองเท้าของเรา.......

ทันที่ที่ตัดสินใจเพื่อนๆ สมาชิกทั้งที่มีจิตศรัทธาทั้งหลายก็เสาะแสวงหา...อุปกรณ์สื่อการสอน  บางก็ขน ขนม นมเนย  มาให้เรากันอย่างจริงใจ  บางคนก็สนับสนุนเป็นเงินเพราะสงสารเราที่ต้องหอบข้าวของไปเยอะแยะ....เพื่อนร่วมงานบางคนมีจิตใจดีมากเป็นห่วงถึงขนาดโทรมาถามไถ่กับทางมูลนิธีที่จัดงานว่าเราจะลำบากแค่ไหน มีเจ้าหน้าที่มารับอะเปล่า  เล่นเอาเราซาบซึ้งใจไปเลย   บางคนก็ต่อว่าที่ไม่ยอมชวนเค้าไม่อย่างนั้นเค้าก็จะได้ไปด้วย ....

แล้วการเดินทางก็เริ่มขึ้นช่วงเย็นวันที่ 30  เมษายน  เพื่อนผู้ใจดีของเราได้ขับรถขนของและอุปกรณ์จากผู้มีจิตศรัทธามาส่งเราที่อู่วัดเสมียน ....เรามาขึ้นรถที่นี่เพราะเราเลือกใช้บริการของสยามเฟริส์ทัวร์ (อันนี้ไม่ได้ค่าโฆษณานะจ๊ะ)  แต่ว่าเชื่อเพื่อนเห็นบอกว่าเป็นบริษัทที่ดีสุดแล้วและมันก็น่าจะปลอดภัยที่สุดสำหรับสองสาวอย่างเรา..และมันก็เป็นจริงอย่างที่เค้าบอก ..... รถคันที่เรานั่งเป็นรถ 2 ชั้นที่แสนจะสะดวกสบายจริงๆ 

หลับๆ ตื่นๆ มาตลอดเส้นทาง  6 โมงเช้าของวันใหม่เราก็มาถึงบขส.เชียงราย..บขส.ที่นี่ขนาดไม่ใหญ่มากนักออกจะคับแคบไปด้วยโดยเพราะห้องน้ำ มันเล็กและไม่ค่อยสะอาดเท่าที่ควรแต่เราก็ต้องทำใจใช้บริการทำภารกิจเรียบร้อยแล้วก็เราก็ไปหาร้านยอดอิต( ร้าน 7-11)เพื่อเติมคาแฟอีนให้กับเลือดและเติมพลังให้กับร่างกายด้วยโจ๊กที่แสนจะไร้รสชาดแห่งความอร่อย...

เรานั่งรอเพื่อนสมาชิกครูบ้านนอกที่กำลังเดินทางมาอยู่ข้างป้อมยาม สห. บริเวรบขส.ได้สักพักเราก็เห็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งเดินเข้ามารอใกล้ๆ กับเราเค้ามาคนเดียว .....ฉากแห่งการสนทนาก็เริ่มขึ้นทันทีเมื่อรอยยิ้มที่มุมปากจายหายไป.....ปัทม์เป็นหนุ่มสจ๊วดประจำสายการบินวันทูโก ที่ใช้เวลาว่าง(หรือว่าเบื่อจากงานก็ไม่รู้)มาทำอะไรที่แปลกออกไปแต่มีคุณค่าให้กับสังคม ...เราคุยกันได้สักพักใหญ่เหมือนรู้จักคุ้นเคยกันมานาน....ไม่นานนักก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาและถามว่า นี่ใช่ที่จะไปเป็นครูบ้านนอกใหม? ปัทม์ตอบเธอว่า

ใช่ครับ แล้วพวกเราก็นั่งลงเพื่อนเริ่มการสนทนาต่อไปอย่างสนุกสนานเหมือนรู้จักมักจี่  คุ้นเคยกันมานาน....

อ้อลืมบอกว่าผู้หญิงคนนั้นเธอชื่อ พี่ท่อน พี่ท่อนทำงานโรงงานแถวๆ สวนสามพราน เธอตัดสินใจเดินทางมาที่นี่เพียงคนเดียวแม้จะมีเสียงจากคนรอบข้างคัดค้านกับการเดินทางครั้งนี้แต่เธอก็เด็ดเดี่ยวและตั้งใจจริงๆน่าทึ่งมากทีเดียวเราเสียอีกที่กว่าจะตัดสินใจมาได้นานเชียว............

                ไม่นานนักสมาชิกผู้มีจิตเป็นกุศลและศรัทธาในงานอาสาก็มาพร้อมหน้าค่าตากัน...โดยมีครูจะเด็ดเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิกระจกเงามาให้การตอนรับ และพาพวกเราไปนมัสการอนุเสาวรีย์ของพ่อขุนเม็งรายเจ้าผู้ครองนครเชียงรายในอดีต ...ก่อนที่จะนั่งรถต่อไปที่มูลนิธิกระจกเงาเพื่อเตรียมการเดินทางและแนะนำตัวให้รู้จักกันผ่านกิจกรรมและเกมส์ที่สร้างสัมพันธ์ภาพและเรียกเสียงหัวเราะและความสนุกสนานให้กับบรรดาสมาชิกได้เป็นอย่างดี    ที่นี่เราได้พูดคุยกันเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ระหว่างที่อยู่บนดอย  รวมไปถึงการจัดแบ่งกลุ่มเพื่อเข้าพักบ้านของเด็กๆ ด้วย

            นี่มันแค่เป็นจุดเริ่มเท่านั้นที่..เพราะนับจากนี้คือว่าจริงที่เหล่าบรรดาสมาชิกครูบ้านนอกรุ่น 103 จะได้พบเจอ        รถเคลื่อนตัวออกจากมูลนิธิไต่ระดับไปเรื่อยตามเส้นทางที่คดเคี้ยวของยอดเขาเพื่อมุ่งหน้าสู่หมู่บ้าน จ๋อ  ต. ดอยฮ้าง ....แต่พวกเราไม่โชคดีอย่างนั้นเพราะรถ 6 ล้อที่ขนพวกเราไปนั้นไม่สามารถวิ่งไปส่งพวกเราถึงหมู่บ้านได้เพราะทางลาดชันเกินกว่าจะขึ้นได้   เราต้องลงถ่ายเสบียงอาหารและข้าวของไปยังรถกะบะคันเล็กๆ ส่วนครูบ้านนอกกว่า 25 ชีวิตก็ต้องเดินไปตามเส้นทางกว่า 2 กิโล    เค้าบอกว่าอย่างนั้นแต่เมื่อเดินจริงๆ แล้วเราว่ามันเกินนั้นอะ  เพราะเล่นเอาเหนื่อยหอบหมดแรงไปตามๆ กัน   

                เมื่อเด็กเลือกครูเข้าบ้านแล้วเราก็แยกย้ายกันเข้าบ้าน..นับว่าเราโชคดีแกมโกงเอามากๆ เพราะเล่นใช้วิธีการเสนอตัวให้น้องเค้าเลย เราก็เลยได้บ้านเด็กที่เป็นลูกของ สอบต.(สมาชิกองค์การบริการส่วนตำบล) ซึ่งถือว่าเป็นบ้านที่ไฮโซหลังหนึ่งเลย เพราะมีโทรทัศน์สี   มีเตาแก๊ส  ด้วย อ้อลืมบอกไปว่าที่นี่เค้ามีไฟฟ้าใช้กันแล้วนะ แต่เป็นไฟฟ้าที่มาจากธรรมชาติผ่านแผงวงจรโซล่าเซลล์งัย  และก็มีระบบประปาใช้ด้วยนะ ที่เรียกว่าปะปาภูเขาอะ แล้วเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังก็แล้วกันว่ามันเป็นอย่างไรประปาภูเขา   ที่บอกว่าบ้านเราไฮโซก็เพราะว่าช่วงเย็นๆจะมีผู้คนจากบ้านใกล้เรือนเคียงมานั่งดูละครทีวีบ้านเราเป็นจำนวนมาก  หรือไม่ก็เสาร์อาทิตย์จะมีเด็ก มารอดูสังข์ทองด้วยนะ บางวันเราก็ต้องรอให้ละครจบก่อนเราถึงจะนอนได้เพราะที่เรานอนอะเป็นที่ดูทีวีของเค้า  อ้อ สำหรับสมาชิกบ้านเรานั้นก็ ประกอบไปด้วยน้องก้อย  น้องฮิลล์และเราเอง ซึ่งอันที่จริงแล้วกฏของค่ายจะต้องให้คนที่ไม่รู้จักกันอยู่บ้านเดี๋ยวกันแต่สำหรับเราต้องขอแหกกฏเพราะเรารู้จักกะก้อย แต่ต้องอยู่ด้วยกันเพราะเหตุผลที่อุปกรณ์อาบน้ำเราใช้ชุดเดียวกัน ก็ต้องขออภัยผู้คุมกฏและสมาชิกครูด้วยหละกันนะจ๊ะ

            สำหรับคืนแรกของที่นี่หลังจากที่ได้เข้าบ้านและจัดเตรียมอาหารเย็น (อาหารมื้อแรกของบ้านจะจ่อ ก็คือ...ต้มจืด   หมูยอทอด  กุนเชียงทอด และผัดผัก และน้ำพริมหนุ่มที่แสนจะอร่อย 55555  ) แล้วเราก็อาบน้ำ(อ้อลืมบอกว่าเค้ามีห้องน้ำแล้วนะ แม้ว่ามันจะไม่สวยหรูเหมือนในเมืองแต่ว่าอย่างน้อยมันก็พอที่จะปิดบังเราได้)  เพื่อไปร่วมกิจกรรมรอบกองไฟในยามค่ำ    เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบรรดาครูบ้านนอกทั้งหลายและเด็กๆ รวมไปถึงชาวบ้านด้วย   หลังกองรอบกองไฟเราก็ได้เรียนรู้ความเป็นมาของหมู่บ้านกัน ที่บ้านจะจ๋อเป็นหมู่บ้านเล็ก มีประชากรประมาน 1,950 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่าลาหู่ ที่นับถือศาสนาพุทธ-ผี  ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาน 46 กิโล  อาชีพส่วนใหญ่ของที่นี่ก็คือการทำไร่  ทำนา  บางบ้านก็เลี้ยงสัตว์ รายได้ต่อปีตกอยู่ที่ 7000 บาท ซึ่งดูเหมือนจะน้อยมากๆ ดีนะเนี้ยที่ไม่ต้องเสียค่าไฟ  ค่าน้ำ นะจ๊ะ เอาหละเติมอาหารสมองเกี่ยวกับเรื่องราวของหมู่บ้านกันมาพอสมควรแล้ว ค่ำนี้ก็บ้านใครบ้านมันนะ ใครอยู่คอนโดสูงก็ปีนไปนะ ไม่ต้องมาอิจฉาเราน้า.....อ้อลืมบอกว่างัยก็อย่าลืมสวดมนต์ก่อนนอนนะจ๊ะเพราะเค้านับถือพุทธ-ผี.....ฮือ กู๊  ๆ กรู๋

ยังไม่จบโปรดติดตามอ่านตอนต่อไป.......ไปอ่านด้วยนะไม่อย่างนั้นขอให้ท้องเสียด้วย 5555555                 

4月4日

เกาะมันนอก....ที่ไม่อยู่นอกใจ

เกาะมันนอก....ที่ไม่อยู่นอกใจ

 

            หลังจากที่ฝ่าฝันอุปสรรคในการจัดประชุม จนต้องสูญเสียน้ำตากันมาแล้วพวกเราชาว HA   ก็ได้มีโอกาสไปพักผ่อนกันที่เกาะมันนอก  จังหวัดระยอง 

                เราออกเดินทางกันจากออฟฟิตเวลา 7.00 น. ซึ่งงานนั้ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ที่พวกเรากว่า 50 ชีวิต สามารถมาได้ทันเวลา ทำให้ล้อสามารถหมุนออกจากร่มไม้ใต้ตึกกรมแพทย์ 6 ได้ ตรงเวลาตามไปด้วย   แต่น่าเสียดายที่การจราจรบ้านเรามันค่อยเอื้ออำนวยเท่าไร จึงทำให้พวกเรามาติดกับดักของการจราจรบนท้องถนนเสียนาน...... รถวิ่งมาได้สักระยะ    คุณไกด์ก็เริ่มเข้ามาพูดคุยทำความรู้จักและเล่นเกมส์เพื่อให้ผู้ร่วมเดินทางได้ผ่อนคลายความเครียดจากการเดินทางและได้รับความสนุกสนานไปตลอดการเดินทาง        เมื่อรถวิ่งมาถึงบ้านเพพวกเราก็แวะพักกินข้าวกลางวันที่ร้านเจียวโภชนา ......(บ้านเพ )...... เมื่ออิ่มหนำสำราญกันแล้ว  ก้อมุ่งหน้าสู่ท่าเรือแหลมตาล หรือ อ่าวมะขามป้อม    เพื่อรอขึ้นเรือของรีสอร์ทที่นี่บรรดาสาวสวยและไม่สวย    ตลอดจนผู้อาวุโสและไม่อาวุโสต่างก็สนุกสนานกับการถ่ายภาพ  บางก็ลงไปถ่ายกะเรือประมงของชาวบ้าน   บ้างก็ไปถ่ายปลาของชาวประมงที่ตากอยู่บนที่ตาก.....บางคนก้อแอบไปถ่ายวิวทิศน์ที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้น    สำหรับกลุ่มของเราก็แลกที่จะถ่ายรูปแบบไม่ต้องใช้แรงงานมากเพราะพวกเราเล่นนั่งปักหลักอยู่ร้านขายอาหารตามสั่ง .....ไม่ต้องคิดนะว่าพวกเราจะกินข้าวอีก ไม่ใช่เลย ....เรานั่งนิ่งเป็นอนุเสาวรีย์สลับกับเพื่อนๆ ถ่ายรูปกันเองอยู่จ้า

                เมื่อลงเรือได้เราก็ปลีกตัวออกมานั่งกันบริเวณหลังเรือ  เพราะดูเหมือนว่าอากาศจะโปร่งสบายกว่าด้านหน้าเยอะ  ...เรือวิ่งไปประมาณ 45 นาทีก็มาถึงเกาะมันนอกแล้ว  เกาะมันนอก เป็นเกาะเล็กๆ เกาะหนึ่งในที่อยู่ในหมู่เกาะมัน ที่ตั้งเรียงกันอยู่ในอ่าวแกลง จังหวัดระยอง  ประกอบไปด้วยหมู่เกาะต่างๆ  3  ส่วนด้วยกันคือ   เกาะมันใน เกาะมันกลาง และเกาะมันนอก      มีพื้นที่รอบๆ บนเกาะประมาณ 95 ไร่    บริเวณหน้าหน้าของตัวเกาะ   ซึ่งเป็นทิศใต้และทิศตะวันออกจะมีโค้งหาดทรายเล็กๆ    และยังมีปะการังน้ำตื้นที่นักท่องเที่ยวสามารถไปชมความงามของโลกใต้ทะเลได้      ด้วย        นอกจากนี้นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการเดินป่าศึกษาธรรมชาติก็สามารถเดินรอบเกาะเพื่อ

ชมทิวทัศน์อันสวยงาม  และความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ทางทะเลได้โดยใช้เวลาในการเดินรอบเกาะประมาณ 1 ชั่วโมง 

                พูดถึงห้องพักของพวกเรานิดนะ  ห้องที่เราพักเป็นห้องขนาดใหญ่พวกเรานอน 6 คนเรียกว่าครบองค์ประชุมเลย  ที่นอนก็เป็นเตียงเดี่ยว ทั้ง หมด 3 เตียง  ห้องน้ำ 2 ห้อง ขอบอกว่าห้องน้ำอยู่ห่างจากที่นอนพอสมควรและต้องปีนบันไดขึ้นไปด้วยนะ แต่ห้องสวย...นะจะบอกให้ ...

เราเข้าห้องและเปลี่ยนเสื้อเพื่อมาเล่นเกมส์กันต่อที่ริมหาด .....ตอนนี้เรามีชื่อทีมของเราแล้วนะ ชื่อว่า หอยแม้น สำหรับเกมส์การแข่งขันวันนี้คือเกมส์ชักคะเย่อ  กะเกมส์ลูกเลี้ยงลูก ซึ่งแน่นอนทีมเราชนะลอยลำจ้า

                เรามีเวลาเหลือหลังจากที่เล่นเกมส์เสร็จแล้วก็คือเวลาว่างที่ใครจะทำอะไรก็ได้ บางก็เลือกที่จะเดินเที่ยวรอบเกาะ แต่พวกเรามันพวกบ้า ....บ้าน้ำ  ...ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ บ้านเล่นน้ำเป็นชีวิตจิตใจ  กะบ้ากลัวน้ำเป็นชีวิตจิตใจ แต่ไม่รู้งัยถึงมาอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องนัดหมาย...คนบ้าเล่นน้ำก็ไปเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน ส่วนคนบ้ากลัวน้ำก็ข่มความกลัวเพื่อที่จะรักษาตัวเองให้หายบ้ากลัวน้ำด้วยการฝึกหัดว่ายน้ำจากคนบ้าเล่นน้ำทั้งหลาย...จนสามารถลอยตัวได้ ซึ่งก็ถือว่าการรักษาครั้งนี้สำเร็จไปได้ในระดับหนึ่ง

                อาหารมื้อเย็นของที่นี่เป็นอาหารแบบบ้านๆ เช่น  ไก่ทอด  ไข่เจียว  ผัดผักใส่กุ้ง ต้มยำกุ้ง ปลาทอด   แต่อร่อยมากนะ    ซึ่งเราเองก็ไม่แน่ใจว่าเพราะความหิวหรือเพราะว่ามันอร่อยจริงๆ  พวกเราเทียวเติมอาหารอยู่หลายรอบเลยหละ   เมื่อท้องอิ่มก็เริ่มง่วง....แต่อย่างคิดเชียวนะว่าจะได้นอนเลย พวกเรายังมีกิจกรรมโชว์ความอึ๋มกันต่อ 55555 อย่าคิดลามกเด็ดขาดว่าพวกเราจะมาโชว์กัน....เพราะมันไม่ใช่อย่างที่คิดนะ  มันเป็นกิจกรรมเปิดอกสนทนากันระหว่างสมาชิกชาว HA  ทั้งหลายนั้นเอง ซึ่งกว่าจะผ่านการโชว์ชุดนี้ไปได้เล่นเอาใครหลายคนสลบสไล...ไปตามๆกัน...ต่ำหรับพวกเรากิจกรรมมันยังไม่จบแค่นั้น    เพราะเรามีคอร์สเร่งด่วนสอบคณิตคิดเร็วรออยู่ด้วย ก็แหมจะยกเลิกได้อย่างไร   เพื่อนเค้าเตรียมตัวกันมาอย่างดีว่าจะมาสอบวัดความรู้และวัดดวงกันที่นี้งัยก็ต้องจัดสอบอย่างแน่นอนงานนี้ก็มีทั้งพวกสอบได้สอบตก  แต่ที่แน่ๆ  เราเองอะสอบตกแย่จังเลย .............

                เริ่มเช้าวันใหม่กับการโพสท่าเป็นนางแบบ  และเป็นช่างภาพในคราวเดียวกัน จนเวลา        7 โมงเช้าพวกเราก็ไปต่อด้วยข้าวต้มกุ้งกะปลาหมึก และกาแฟที่ไร้ขนมปัง ...(ว่าแล้วก็คิดถึงขนมปังที่บ้านจัง ) ......เมื่อท้องอิ่มแล้วเรือก็มารอรับสมาชิกบางส่วนที่แยกวงไปดูเต่าทะเลที่เกาะมันใน  ...... ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก....สำหรับพวกเรามันเป็นคนบ้าเล่นน้ำเราก็เลยเลือกที่จะอยู่ที่เกาะเพื่อดำน้ำดูปะการังกัน     หลายคนในกลุ่มอาจจะไม่คุ้นกะการดำน้ำแต่หลังจากทริปนี้แล้วเชื่อแน่ว่าจะรักและชอบการดำน้ำเป็นอย่างแน่นอน 

                ดำผุดดำว่ายท่ามกลางแสงแดดตอนสายๆ ที่ร้อนกำลังพอดีๆ กันอยู่สักพักพวกเราก็ขึ้นมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า.... ตั้งใจว่าจะเดินเที่ยวรอบเกาะกันต่อ .......ออกเดินไปได้สักระยะแวะถ่ายรูป  โพสท่ากะ หินริมทะเล  ไปเรื่อยๆ ......ก็มาถึงหนทางวิบาก(ของคนบางคน) ที่ต้องป่ายปีนเชื่อก 1 เส้น เพื่อข้ามไปยังอีกฝากของเกาะ .....แต่แล้วพวกเราก็เปลี่ยนใจด้วยความที่เป็นห่วง สว. ผู้ร่วมเดินทางไปด้วย เราจึงหันกลับทางเก่าแทน   

                วันนี้หลังจากทานอาหารกลางวันแล้วพวกเราก็เตรียมตัวเก็บข้าวของออกจากห้องเพื่อที่จะเดินทางกลับ  ในระหว่าที่รอเรือที่จะมารับในเวลาบ่าย  3 โมง  พวกเราก็เปิดสอบคณิตคิดเร็วอีกรอบ

ซึ่งดูเหมือนรอบนี้ครูผู้คุมสอบท่าทางจะแย่ เพราะผู้เข้าสอบทำคะแนนได้สูงกันเชียว .......

                แล้วเวลามันก็ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว  โดยเฉพาะช่วงเวลาแห่งความสุข ............ เราหันกลับไปมองเกาะมันนอกอีกครั้งก่อนบอกลาด้วยเสียงกระซิบในหัวใจ ( ไม่อยากบอกเสียงดังเดี๋ยวเพื่อนๆจะได้ยิน) ว่า......สักวันฉันจะกลับมาหาเธออีกครั้ง เธอที่เต็มไปด้วยความงดงามและความสุขที่มาเติมเต็มเสี้ยวหนึ่งในชีวิตฉัน.....ลาก่อนเกาะมันนอก....ที่ไม่อยู่นอกใจ..................

                                                                       

 


 

 

 

4月3日

บทพิสูจน์แห่งความสำเร็จ

13  กุมภาพันธ์ 2551  วันนี้อาจจะเป็นวันดีของอีกหลายๆ คนอย่างน้อยก็ เป็นวันดีของแม่ค้าขายดอกไม้ เพราะพรุ่งนี้คือวันวาเลนไทม์      แต่สำหรับเราแล้ววันนี้ถือว่าเป็นวันที่ยิ่งใหญ่และคือบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นว่า ลูกผู้หญิงคนหนึ่งก็สามารถที่จะทำความฝันและความตั้งใจของตนเองให้สำเร็จได้    ถึงแม้ว่าเส้นทางที่เดินมานั้นมักจะมีอุปสรรคกวากหนามขวางกั้นมากมายก็ตาม  ไม่ว่าจะต้องล้มลุกคลุกคลานมากี่ครั้ง  แม้จะเศร้าโศกซักเท่าไร แต่วันนี้เราก็สามารถเดินผ่านพ้นมันมาได้อย่างภาคภูมิ

                เคยคิดเหมือนกันว่าจะมีวันนี้หรือไม่ในยามที่ท้อแท้  แต่แล้วก็ได้กำลังใจจากคนที่เรารักและรักเรามากที่สุด มาทำให้เราลุกขึ้นสู้อีกครั้ง   ขอบคุณท่านทั้ง 2 เป็นอย่างมาก   ขอบคุณอาจารย์ที่ปรึกษาที่แสนน่ารักของเราทั้ง 3 ท่านที่คอยให้คำแนะนำ   ให้คำปรึกษาเป็นอย่างดียิ่ง   ขอบคุณเพื่อนๆ ที่ร่วมฟันฝ่าอุปสรรคมาด้วยกันและเพื่อนผู้ร่วมงานที่มีน้ำใจในการช่วยเหลือลงพื้นที่เก็บข้อมูลตลอดจนเพื่อนๆ ที่ช่วยเหลือในด้านอื่นๆ ด้วยอาทิ ช่วยตรวจความถูกต้องของการแปลภาษาอังกฤษ  ช่วยถอดเทป และช่วยให้กำลังใจทางสายตาก็ตาม

                วันนี้เราเดินทางมาถึงฝั่งได้ แต่ไม่เคยมีสักวันที่เราจะลืมเค้าเหล่านั้นเลย.................ด้วยความรักและจริงใจ   ทางข้างหน้าของชีวิตจะเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ได้ แต่ด้วยความตั้งใจหากสักวันมีโอกาสเราก็จะเดินต่อไปให้ถึงปลายทางสุดท้ายที่ ... PHD…  หวังว่ากำลังใจที่เคยให้เราเหล่านั้นและไฟในตัวของเราคงไม่จางหายไปเสียก่อนนะ .....ขอให้กำลังใจเหล่านั้นเป็นกำลังใจของคนรัก ที่มุ่งมอบความรักที่ยั่งยืนให้กัน  โดยไม่ปรารถนาอะไร ....เพียงแค่ให้เพราะใจอยากให้   ด้วยใจที่แสนจะบริสุทธิ์ ตราบนานแสนนาน....

4月2日

เดินตาม.....ฝันที่เมืองปาย – แม่ฮ่องสอน (2 )

เช้าวันใหม่  ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ ...ของเมืองปาย วันนี้เราตื่นนอนกันแต่เช้าเพื่อเดินทางมุ่งหน้าสู่ ถ่ำ  ถ้ำลอด   ในเขตอำเภอ ปางมะผ้า ที่เกิดจากการกัดเซาะของลำน้ำ ที่นี่เราจะไปชมความงดงามของชมหินงอกหินย้อยที่ยังมีชีวิต และไปสัมผัสกับแหล่งโบราณคดีดินแดนมนุษย์ก่อนยุคประวัติศาสตร์ซึ่งเป็น 1 ใน Unseen Thailand ด้วยนะ  พวกเราเข้าไปชมถ้ำด้วยการนั่งแพไม่ไผ่เข้าไปมีชาวบ้านเป็นไกด์นำทาง ซึ่งถ่ำแห่งนี้จะมี 3 ส่วนด้วยกันคือ ส่วนที่ 1 เป็นห้องเสาหิน  และส่วนที่  2 เป็น ถ้ำตุ๊กตา  จะมีหินงอกหินย้อยท่คล้ายกับตุ๊กตาอยู่เป็นจำนวนมาก  และส่วนที่ 3 ที่เราไม่ได้เข้าไปกันเนื่องจาก เวลา มีจำกัด ก็คือ ถ่ำผีแมน ( แต่เราก็เคยเข้าไปแล้ว เมื่อครั้งก่อนที่มากะช่างภาพส่วนตัวงัย)  ที่ส่วนนี้จะมีโลงศพขนาดใหญ่และยาวตั้งวางเรียงรายอยู่มีข้าวของเครื่องใช้ของผู้ตายวางอยู่ด้วยเช่น  หม้อข้าวดินเผา   สร้อยลูกปัด เก่าๆ ฯลฯ

                จากถ่ำลอดเราก็เดินทางต่อไปยัง  ถ้ำปลา ซึ่งเป็นถ้ำใต้เชิงเขา มีธารน้ำไหลออกมาจากถ้ำตลอดทั้งปีบริเวณปากถ้ำเป็นวังน้ำกว้างประมาณ 2  เมตรสามารถมองเห็นฝูงปลาขนาดใหญ่ มีสีดำเทา อมฟ้า เรียกว่า ปลามุงหรือพลวง ภายในถ้ำจะมีปลาดังกล่าวอยู่เป็นจำนวนมาก    ที่สำคัญที่นี่ร่มรื่นมากต้นไม่ใหญ่ๆเยอะดี  กาแฟก็อร่อย แต่ราคาสูงไปนิดและก็ต่อคิวนานไปหน่อย หรืออาจจะเป็นเพราะว่ามีนักท่องเที่ยวเยอะด้วยก็ได้   พวกเราแวะรับประทานอาหารกลางวันที่นี่  หลังจากกินข้าวอิ่มแล้วก็เดินช๊อปปิ้งสินค้าพื้นเมืองกันต่อ...เมื่อได้เวลารถออกก็มีการปรับโปรแกรมกันเล็กน้อย  เดิมรถจะต้องพาเราไปปางอุ๋ง  แต่เนื่องจากระยะเวลามีจำกัดและระยะทางก็ไกลและขึ้นเขาลำบาก พวกเราจึงตัดโปรแกรมปางอุ๋ง ออก และมุ่งหน้าไปที่ภูโคลนแทน 

                ที่ภูโคลนพวกเราก็ไปนอนพอกหน้าด้วยโคลนจากธรรมชาติอย่างสบายอารมณ์ ผู้ร่วมเดินทางบางคนเลือกที่จะใช้บริการนวดตัวควบคู่ไปกับการนอนพอกหน้าต่อไปด้วย ( เช่นเดียวกะคุรไกด์บอย ที่แอบอู่งานไปนอนพอกหน้าและให้เค้านวดอย่างสบายใจจนหลับไปหลายตื่นเลย) แต่สำหรับพวกเรา 4 สาวแล้ว  การนวดในเวลานี้อาจจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไรพวกเราจึงเลือกที่จะเดิน

ซ๊อปปิ้งดีกว่า ...เอาเงินออกจากกระเป๋าซะหน่อยเผื่อว่าจะตัวเบาขึ้น...5555555

                หน้าผ่องใส่กันแล้วพวกเราก็เดินทางไปทำจิตใจให้ผ่องใส่กันต่อ .........เราไปนมัสการพระธาตุดอยกองมูซึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดแม่ฮ่องสอน  สำหรับการไหว้พระธาตุดอยกองมูนั้น  นิยมทำโดยถวายปัจจัยตามศรัทธากำลังเงินและเดินไปหยิบพานดอกไม้ที่ประกอบด้วย ไม่สะพาน 2 อัน อันวางเป็นฐานอยู่ล่างสุด  ซึ่งให้ความหมายว่า เป็นสะพานชีวิตช่วยต่อชีวิตให้ยืนยาว  ต่อมาเป็นไม้ค้าน ความหมายคือช่วยค้ำจุนชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัย  และบนสุดจะประกอบด้วยดอกไม้และธูปเทียน จากนั้นให้เดินรอบพระเจดีย์ทั้งหมด 3 รอบ และให้เดินไปหยุดไหว้ตามวันเกิดของคน  เพราะรอบๆ พระเจดีย์จะมีพระประทับประจำวันเกิดอยู่  เมื่อเวียนครบรอบก็นำพานดอกไม้ไปวางและกราบไหว้พระเพื่อขอความเป็นสิริมงคลให้เกิดแก่ตนเองและครอบครัว   ที่นี่พวกเราได้ร่วมกันทำบุญและปล่อยโคมลอยซึ่งชาวเหนือเค้ามีความเชื่อว่าหากปล่อยโคมลอยแล้วจะเป็นการสะเดาะเคราะห์ออกไปจะทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น    นอกจากนี้ที่นี่ยังสามารถชมทิวทัศน์ตัวเมืองแม่ฮ่องสอนในมุมสูงได้อีกด้วย แต่ว่าเราอะไปถึงพระธาตุก็หลังจากที่พระอาทิตย์ตกดินแล้ว ก็เลย มองอะไรไม่ค่อยเห็นเท่าไร นอกจากแสงไประยิบระยับของตัวเมืองซึ่งก๋สวยงามไปอีกแบบหนึ่ง 

                เราลงจากพระธาตุก็เข้าพักที่พัก.....อาบน้ำ.....แต่งสวยเตรียมตัวออกไปกินข้าวเย็นที่ร้าน

ใบเฟิร์น   อาหารส่วนใหญ่ที่นำมาเสริฟบนโต๊ะก็จะเป็นอาหารพื้นเมือง อาทิ  ใส้อั่ว  แคบหมู 

แกงฮังเล    ผัดผักกูดอร่อยมาก ๆๆ ฯลฯ    และที่น่าสนใจที่สุดบนโต๊ะอาหารมื้อนี้ก็คือ ขนม..

ขนมที่มีชื่อแปลกๆๆด้วยนะ  น่าสนใจมากเลย  ฟังดูจิ  ขนมเปมง  ขนมส่วยทะมิน และ ขนมอัลละหว่า  ( ไม่รู้เขียนถูกอะเปล่าแต่รู้สึกว่าเค้าออกเสียงแบบนี้อะ  เราให้น้องเด็กเสริฟ์เค้าออกเสียงให้อะ )  ขนมที่กล่าวมาทั้งหมดทั้งมวลเป็นขนมของชาวไทยใหญ่ ซึ่งทำจากมะพร้าว  น้ำตาลและแป้ง  ดูผิวเผินหน้าตาของขนมจะคล้าย ๆ  กับขนมหม้อแกง  แต่ว่ารสชาดต่างกันนะ 

ฟังชื่อขนมของชาวไทยใหญ่มาแล้ว ลองมาฟังชื่อขนมของที่พวกเราตั้งให้จากความฟังไม่ได้ศัพท์ดูบางสิ  แต่ห้ามโกรธกันนะ เพราะพวกเราไม่ได้ตั้งใจจริงๆ  อย่างเช่น

 ขนมเปมง   พวกเราก็เรียก   ขนมเป็นม้ง

 ขนมส่วยทะมิน   พวกเราก็เรียก   ขนมสวยทมิน  หรือ ขนมซวยเถอะมึง

 ( อาจจะดูหยาบไปนิดแต่ก็คุยกันเล่นๆ นะค่ะต้องขออภัยไว้ล่วงหน้า อย่าโกรธกันนะ )

                ขนมอัลละหว่า   พวกเราก็เรียกว่า ขนมเอาหละหว่า

ก็เป็นเรื่องขำ ๆๆ ของพวกเราในโต๊ะกินข้าวอะค่ะ

หลังจากที่อิ่มหน่ำสำราญใจแล้ว    พวกเราก็ออกเดินซ๊อปปิ้งที่ตลาดยามราตรีกันต่อเพื่อไป

เลือกซื้อสินค้าบริเวณ ถนนคนเดินแม่ฮ่องสอน จากนั้นก็เดินเลยเข้าไปแวะชมความงามของศิลปะแบบไทยใหญ่ กระจกเขียนสีโบราณ และตุ๊กตาไม้  ที่วัดจองคำ ที่นี่มีเจดีย์ที่เหลืองทองเด่นเป็นสง่าเป็นที่สะดุดตา ..เชียวหละจ้า ..ที่นี่นอกเหนือจากที่เราได้ชมความงามของเจดีย์สีทองแล้ว เรายังได้เรียนรู้วัฒนธรรมการทำบุญของชาวไทใหญ่ด้วย  เราได้เห็นพระชาวไทใหญ่เราได้เห็นเครื่องสักการะบูชาพระที่หน้าตาแปลกไปกว่าของเราๆ ชาวภาคกลาง  เมื่อเดินออกจากวัดมาพวกเราก็ไปช๊อปกันต่อเพราะถนนคนเดินนั้นไม่ไกลจากวัดเลยที่นี่นอกจากจะมีสินค้าพื้นเมืองไว้ให้เราได้เลือกซื้อแล้วเรายังได้เจอะเจอสินค้าแปลกของชาวพื้นเมืองด้วย ซึ่งสร้างสีสันให้กับบรรดานัดท่องเที่ยวอย่างเราๆ เป็นอย่างมาก เช่น  ขนมของชาวไทใหญ่  การทำน้ำดื่มต่างๆ อาทิ  น้ำขิง  น้ำลำไย  น้ำมะตูม  น้ำเต้าหู้ใส่กระบอกไม่ไผ่ขายให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินช๊อปแล้วกระหายน้ำหรือไม่ก็ดื่มเพื่อแก้หนาวได้        เดินกันจนตลาดวาย( หมายความว่าเค้าจะเก็บของกลับบ้านกันแล้ว พวกเราก็เดินกลับที่พัก ไปนอนหลับเอาแรงเพราะโปรแกรมสำหรับวันพรุ่งนี้ต่อไป 

                    เช้านี้เราถูกปลุกให้ตื่นเร็วกว่าปกติ  ประมานตี 4 ครึ่งพวกเราก็อาบน้ำกันแล้ว เพราะวันนี้คุณ ไกด์บอย บอกว่าจะพาพวกเราไปใส่บาตรยามเช้าที่  ตลาดสายหยุด  ซึ่งเป็นตลาดเช้าของชาวเมืองแม่ฮ่องสอนที่นี่จะมีสินค้าพื้นเมืองต่าง ไม่ว่าจะเป็นผักพื้นบ้าน   อาหารพื้นเมืองและขนมนมเนยต่าง ๆ  อ้อลืมบอกไปว่าที่นี่มีร้านโจ๊ก  (ที่เค้าว่าอร่อยที่สุดของแม่ฮ่องสอนตั้งอยู่ด้วยอะ) แต่เราก็ไม่ได้หม่ำนะเลยยืนยันไม่ได้เต็มปากว่าอร่อยจริงๆ หรือเปล่า   ที่นี่เราเดินชมวิถีชีวิตของชาวเมืองซักพักเราก็ออกไปรับประทานอาหารเช้ากัน  จากนั้นเมื่ออิ่มหน่ำสำราญกันแล้วเราก็ไปลงเรือเพื่อที่จะไปชมกระเหลี่ยงคอยาวกันต่อ

                    เรือที่เรานั่งไปเป็นเรือหางยาว นั่งได้ปรามาน7-8 คน ต่อลำ   ก่อนลงเรื่อเราก็ต้องสวมใส่ชูชีพให้เรียบร้อยก่อน คุณไกด์ บอยบอกพวกเราว่าเนื่องจากความหนาวเย็นและกระแสลมที่เกิดขึ้นระหว่างที่เรื่อแล่นไปนั่นอากาศทำให้เราหนาวเย็นได้ดังนั้นพวกเราต้องเตรียมตัวให้พร้อมด้วยการสวมเสื้อกันหนาวและถุงมือให้เรียบร้อย   และก็เป็นจริงอย่างที่เค้าบอกจริงๆ  เพราะอากาศเย็นมากๆ  ก็นอกจากจะได้ความเย็นจากกระแสลมและกระแสน้ำในแม่น้ำแล้วเรายังได้ความร่มเย็น ร่มรื่นของแมกไม้จากสองฝากฝั่งอีกด้วย 

                    ไม่นานเกินรอเราก็มาถึงบ้านกระเหรี่ยงคอยาวกันแล้วที่นี่มีกระเหรี่ยงคอยาวอาศัยอยู่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ทอผ้าพันคอขาย  ผ้าพันคอที่นี้จะเป็นผ้าฝ้ายที่ย้อมสีจากธรรมชาติดังนั้นสีสันของผ้าอาจจะไม่ฉูดฉาดเท่ากับผ้าที่ใช้สีสังเคราะห์    ดุเหมือนว่าทุกๆ บ้านจะทอผ้ากันเป็นอาชีพหลักไว้ขายให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อนำรายได้มาเลี้ยงครอบครัวเลย   ส่วนรายได้เสริมก็จะมาจากการทำไร่นั่นเอง   เราเดินชมการทอผ้าและถ่ายรูปกับกระเหรี่ยงคอยาวกันซักพักใหญ่ก็ได้เวลาเดินทางกลับขึ้นเรือเพื่อกลับเข้าสู่ฝั่งแล้ว ..............

                    เมื่อขึ้นรถตู้ได้เราก็ออกเดินทางผ่านเส้นทางที่คดเคียวเลี้ยวลดเป็นงูเลื้อยไปต่อกันสักระยะ  เราก็มีถึงที่ ถ้ำแก้วโกมล   อยู่ในท้องที่ตำบลแม่ลาน้อย เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ยวมฝั่งซ้าย  มีเนื้อที่ประมาณ 51.26 ไร่  ที่ถ้ำแห่งนี้จะมีความแวววาวของหินย้อย ที่ราวกับเกล็ดเพชรของถ้ำเมืองเหนือ    ซึ่งเกิดจากความแวววาวของผลึกแร่แคลไซต์ สีขาวใสที่เคลือบฉาบผนังภายในถ้ำแก้วโกมล   หรือที่เรียกกันว่าถ้ำน้ำแข็ง ถูกค้นพบ โดยบังเอิญ เมื่อวิศวกรสำรวจเหมืองแร่ของสำนักงานทรัพยากรธรณีแม่ฮ่องสอน  ขุดเจาะอุโมงค์เข้าไปตามสายแร่ ลักษณะถ้ำมีผนังแวววาว ยิ่งยามต้องแสงไฟผลึกแร่ดูงดงามดั่งเกล็ดน้ำแข็ง  ถ้ำในลักษณะนี้พบเห็นได้เพียง 3 แห่งในโลก คือ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศจีน และประเทศไทย    นอกจากนี้ที่แห่งนี้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร ยังถ้ำแม่ลาน้อย และได้พระราชทานนามว่า "ถ้ำแก้วโกมล" และยังพระราชทานนามให้กับถ้ำย่อย ๆ ทั้งห้าห้องของถ้ำแก้วโกมล ตามลักษณะของแต่ละห้องอาทิ   ห้องพระทัยธาร  , ห้องวิมานเมฆ  , ห้องเฉกหิมพานต์ , ห้องม่านผาแก้ว    และ ห้องเพริศแพร้วมณีบุปผาซึ่งถือว่าเป็นห้องที่งดงามที่สุดในถ้ำแก้วโกมลด้วย

                    ชื่นชมความงามของถ้ำแล้วเราก็ต้องรีบออกเพราะยิ่งเราเข้าไปลึกมากเท่าไรอากาศ หรือออกซิเจนก็เหลือน้อยลง   อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียงได้แล้วอาการนี้ก็เกิดขึ้นกับลูกทัวร์คนหนึ่งในรถของเราจริง ๆๆ  แต่เมื่อนั่งพักกันสักครู่อาการต่างๆ ก็หายไป  จากนั้นพวกเราก็ออกเดินทางต่อรถมุ่งหน้าเพื่อออกเดินต่อ รถวิ่งเป็นงูเลื้อยมาสักครู่ ก็ มาแวะพักชมความงามของทิวป่าสนสามใบที่บริเวณสวนสนบ่อแก้วซึ่งเป็นสวนสนอยู่ริมถนน  มีนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะแวะพักรถกันที่นี่และถ่ายรูปกัน  ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นที่นิยมของนักถ่ายโฆษณาทั้งหลายได้มาอาศัยพื้นที่เพื่อถ่ายทำโฆษณาหลายๆ ตัวทีเดียวค่ะ

                    จากสวนสนบ่อแก้ว เราก็มุ่งหน้าไปต่อที่  ออบหลวง  หรือ ที่น้องผู้ร่วมทริปของเราเรียกว่า เขาจูบกัน   เป็นสถานที่ร่มรื่น สภาพภูมิประเทศสวยงามแปลกตา มีความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ ประกอบด้วยโขดผา  แมกไม้และลำน้ำที่ไหลแรงผ่านโครกเขา  นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นแหล่งศึกษาประวัติของมนุยษ์โบราณด้วยเนื่องจากมีการขุดพบหลักฐานจำพวกโครงกระดูกต่างๆ นั้นเอง    ด้วยความร่มรื่นของต้นไม่และสายน้ำที่ไหลอยู่ตลอดทุกฤดูจึงทำให้ที่ออบหลวงเป็นขวัญใจของประชาชนและนักท่องเที่ยวทึ่มักจะแวะไปพักผ่อนชมธรรมชาติความรื่นรมย์กันอยู่เป็นประจำ 

                    เราอำลาออบหลวงพร้อมส่งท้ายการเดินทางไปพร้อมๆ กับการเคลื่อนตัวของพระอาทิตย์ที่กำลังจะลาพ้นเหลี่ยมเขา ( เขาจูบกัน)  ........ภาพความงดงามตลอดการเดินทางครั้งนี้มันจะฝังลึกอยู่ในใจเสมอ......พรุ่งนี้แล้วสินะที่เราจะต้องกลับมาสู่ความเป็นศิวิไลอีกครั้ง  ขอบคุณผู้ร่วมการเดินทางตามฝันทุกคน     และลาก่อน....ธรรมชาติที่งดงาม........ไม่ได้เขียนมาตั้งนาน ......... วันนี้ได้โอกาส  ขอเอาภาค 2  ของ เดินตาม...ฝันที่เมืองปาย - แม่ฮ่องสอน มาให้อ่านกันแล้วนะจ๊ะ  

 
 
1月28日

เดินตาม.....ฝันที่เมืองปาย – แม่ฮ่องสอน (1 )

ปาย ......มิใช่ปลายทาง......แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการเดินทาง

                เพื่อตามหาอะไรสักอย่าง.........ให้กับชีวิต...........................

 

ด้วยความตั้งใจที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี49 ที่อยากจะเดินทางมาเยือนเมืองปาย...ให้ได้....จึงทำให้เกิดการเดินทางครั้งนี้ขึ้นมา    หลังจากที่ล้มเหลวไปแล้วเมื่อปลายปี 49 เนื่องจากเพื่อนๆ ขาดความพร้อมทำให้เราต้องหยุดและเลื่อนการเดินทางออกไป     แต่ปลายปี50 ที่ผ่านมา เราก็สามารถสมัครพรรคพวกได้จำนวนหนึ่ง   จึงเริ่มเสาะแสวงหาโปรแกรมการเดินทาง....แต่ด้วยสมาชิกเรามีแต่สาวๆ  การเดินทางตามฝัน...จึงต้องอาศัยผู้ที่มีความชำนาญพวกเรา 4 สาว จึงตัดสินใจติดต่อไปกับบริษัมทัวร์ และแล้วการเดินทางของเราก็ได้เริ่มขึ้นวันเย็นวันที่ 7 ธันวาคม....

พวกเราเดินทางมารวมตัวกับลูกทัวร์คนอื่นๆ ที่จุดนัดพบ...(ปั้มน้ำมันถนนวิภาวดี)ทัวร์ครั้งนี้ใช้การเดินทางด้วยรถตู้ ซึ่งคันของเราก็จะมีผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด  8 คน หรือ 10 คนรวมคนขับรถกะคุณไกด์เมื่อสมาชิกพร้อมกันแล้วเราก็ออกเดินทาง  .......แรกๆ พวกเราก็ดูเกรง ๆ เนื่องจากยังไม่คุ้นเคยกับลูกทัวร์อีก 4 คนที่เหลือ  ดังนั้นเราจึงแก้ไขสถานการณ์ด้วยการนอน .......ซึ่งมันสร้างความอึดอัดให้กับพวกเราเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากผิดวิสัยปกติของคนช่างพูด......

ประมาณ ตี 4 กว่า ๆ รถก้พาเรามาถึงอ.สารภี จ.เชียงใหม่..... คุณไกด์ บอย บอกเราว่าเค้าจะจอดรถที่นี่สักพักเพื่อให้คุณคนขับ พี่นะ ได้นอนหลับสักเงียบ  ซึ่งบรรดาลูกทัวร์ทุกคนก็เออ ออ ไปด้วยตามประสาคนง่วงนอน   ก็แหมปกติเวลาเนี้ยฉันกำลังฝันดีอยู่นี่น่าอากาศแสนจะเยือกเย็นปานนั้นใครจะออกไปเดินเล่นก็ตามสบายเถอะจ้า

ประมาณ 6 โมงกว่าๆ รถก็เคลื่อนขบวนอีกครั้ง เพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองเชียงใหม่ .....เรามาพักรับประทานอาหารเช้าและแปลงร่างแปรงฟันกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งริมถนนเลียบคลองชลประทาน(เส้นตัดจากอ. แม่ริมไปพืชสวนโลกอะจ้า)  เมื่ออิ่มหน่ำสำราญแล้ว พวกเราก็ได้มีโอกาสแนะนำตัวกับสมาชิกเพื่อนผู้ร่วมเดินทางอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ....ขอแนะนำให้รู้จักไปด้วยเลยแล้วกันนะจ๊ะ  นอกเหนือจากพวกเรา 4 สาว (ชมพู่  ,ฝน,ก้อย และตูน)แล้วก็มีผู้ร่วมเดินทางอีก 2 คู่ คู่แรก พี่หน่องกะพี่อ้อย คู่นี้เค้าหนีลูกๆๆมาสวีทกัน   ส่วนอีกคู่ก็คือพี่ยุทธกะพี่อุ๊ จ้า   เมื่อรู้จักกันพอสมควรแล้วอาการเกร่งที่เคยมีก็เริ่มละลายลงไปอย่างช้าๆๆ 

                คุณไกด์ บอย  บอกกับพวกเราว่าขอปรับโปรแกรมการเดินทางจากเดิมที่เราจะไปเส้น

ออบหลวงก็ขอเปลี่ยนมาเดินทางไปทางเส้นแม่แตงก่อน   ดังนั้น ...จุดแรกที่เราจะได้แวะเที่ยวคือ...น้ำตกหมอกฟ้า .....ซึ่งเป็นน้ำตกที่มีความสูงและมีความสวยงามอีกแห่งของอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพปุย มีน้ำไหลตลอดปี        เมื่อเรามาถึงที่นี่ภาพของวันวานที่มันเริ่มเลือนลางก็ปรากฎขึ้นในความทรงจำอีกครั้ง..... สภาพอากาศ   บรรยากาศรอบๆ ตัวและความงดงามของน้ำตกไม่ได้แปลงเปลี่ยนไปเลยสักนิดเดียว....แต่คนที่เราร่วมเดินทางมาด้วยเท่านั้นที่เปลี่ยนไป....จำได้ว่าเมื่อก่อนเราและเพื่อนๆ สมาชิกชาวหอPYU  และใครบางคนที่รักเราได้เดินทางมาที่นี่พวกเราสนุกสนานกับการถ่ายรูปตามประสาชาวนิเทศฯ กันมาก...ภาพในวันนี้ก็เช่นกันเราก็ยังคงสนุกสนานกับการถ่ายรูปอยู่เหมือนเดิม     เพียงแต่ขาดช่างภาพคนสำคัญคนนั้นและเพื่อนๆ กลุ่มนั้น...ไป

                จากน้ำตกรถพาเราเลาะเลี้ยวตามเส้นทางขอบภูเขามาเรื่อยๆ จนมาถึง โป่งเดือด..ป่าแป๋ เป็นน้ำพุร้อนขนาดใหญ่  มีอุณหภูมิน้ำผิวดินประมาณ  70  องศาเซสเซียล น้ำพุร้อนจะพุ่งจากใต้ดินตลอดเวลา บางครั้งพุ่งสูงถึง 2 เมตร  ที่นี่มีจำนวนบ่อขนาดใหญ่อยู่ 3-4 บ่อ  นอกจากนี้ก็เป็นบ่อเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วไป  ดังนั้นการชื่นชมน้ำพุเริงระบำก็จะมีกลิ่นกำมะถันอ่อนๆ โชยมาแตะจมูกอยู่อย่างต่อเนื่อง     ในบริเวณนี้ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติโป่งเดือดความยาวประมาณ ระยะทาง 1,550 เมตร ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมธรรมชาติที่งดงามและพรรณไม้แปลกๆด้วย ซึ่งครั้งนี้เราก็มีโอกาสได้พบกับต้นขนุนดิน   ซึ่งขึ้นอยู่ตามพื้นบริเวรทางเดินเยอะแยะไปหมด  ขนุนดินจะขึ้นเป็นกลุ่มๆ มีลักษณะเป็นก้อนกลม เข้าใจว่าเมื่อแก่แตกออก มาเป็นช่อสีสรรสดใสล่อแมลงได้เป็นอย่างดีทีเดียว   หรือหากว่าไม่สนใจที่จะเดินชมธรรมชาติเค้าก็มีบริการอาบน้ำแร่เพื่อสุขภาพไว้บริการด้วยจ้า   โป่งเดือนวันนี้ดูช่างแปลกตาไปจากวันวานของฉันเป็นอย่างมากไม่มีเรื่องราวตื่นเต้นเหมือนครั้งก่อนที่เพื่อนคนหนึ่งโดนทากกัดระหว่างเดินไปชมความงามของน้ำพุตามเส้นทางป่า   เพราะเดี๋ยวนี้ทางอุทยานเค้าจัดทำทางเดินที่แสนสะดวกสบายไว้ให้บริการนักท่องเที่ยวแล้วจ้า   ที่นี่พวกเราแวะเติมพลังด้วยอาหารเที่ยงของอุทยาน ก่อนที่จะไปเอาเท้าราน้ำแร่ให้สบายอุรา (เอาเท้าราน้ำน้ำจริงๆๆนะ  เพราะเราไม่อยากเอาตัวไปแช่กันเนื่องจากเดือนพฤศจิกายนเราพึ่งไปแช่น้ำแร่ที่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนมาแล้วอะ)

บ่ายโมงกว่าๆ ก็เดินทางมาถึง อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง   ซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติส่วนกลาง (เอื้องเงิน) และเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงามมากที่สุด    หากใครได้ขึ้นมาในช่วงเช้าตรู่ก็จะได้ชื่นชมกับทะเลหมอกที่มีชื่อเสียงเรื่องความงดงามมากจนเป็นที่รู้จักของชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่ต่างก็พยายามหาโอกาสเดินทางมาเพื่อคอยชมพระอาทิตย์ขึ้น  และชมทะเลหมอกอันกว้างใหญ่ไพศาลในช่วงฤดูหนาว  หากท้องฟ้าเปิดและแจ่มใสจะมีทัศนียภาพที่สวยงามของทิวเขายอดดอยเชียงดาวที่สลับซับซ้อนซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2,175 เมตร   เดินถ่ายรูปกับเพื่อนๆ มาสักพักก็มาหยุดอยู่ที่จุดชมวิวมองไปรอบๆ จะเห็นสภาพธรรมชาติที่สวยงาม  ทิวทัศน์ของทิวเขาอันสลับซับซ้อน   สภาพธรรมชาติอันสวยงามของจุดชมทิวทัศน์ในวันนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในวันวานเป็นอย่างมาก.....ไม่มีภาพทะเลหมอกที่เบื้องหน้า......ไม่มีหมอกมาปกคลุมหรือบดบังการถ่ายภาพของเรา   และที่สำคัญไม่มีช่างภาพคนนั้น...ที่งอนเราเพราะเราไม่ยอมถ่ายรูปกะเค้าอีกแล้ว....ภาพในวันนี้จึงมีแต่พวกเรา 4 สาวเท่านั้น

ออกจากห้วยน้ำดังรถก็มุ่งหน้าเข้าสู่อำเภอปาย ...จังหวัดแม่ฮ่องสอน  ลัดเลอะไปตามเส้นอันคดเคี้ยว หลากหลายโค้งจนทำให้เพื่อนๆเราบางคนเกิดอาการอยากคืนของเก่าออกมาเสียแล้ว ทั้งๆ ที่พวกเราก็เตรียมตัวอัดยา (เราเรียกกันว่าอัดยาจริงๆนะ ) เพราะต้องให้ยาแก้เมารถกันตลอดเวลาหลังอาหารเลยนอกจากนี้ยังใช้เทคนิคพิเศษ โดยการแป๊ะโกเอี๊ยไว้ที่สะดึอด้วยนะเพื่อป้องกันอาการเมา ......แต่ก็ยังไม่วายที่จะมีอาการเกิดขึ้นได้    ก็แหมใครๆเค้าก็ล่ำลือกันว่า โค้งแถวเนี้ยมันเหลือที่จะทนจริงๆๆ 

ลุ้นกับอาการอยากคืนของเก่าของเพื่อน ๆ ผู้ร่วมเดินทาง จนเหนื่อย สุดท้ายเราก็มาถึงเมืองปายในสภาพที่อ่อนระโหย  โรยแรงไปตามๆกัน แต่ทันที่รถตู้มาหยุดที่วัดพระธาตุแม่เย็นสาวๆ ก็

กรุรีกรุจอขึ้นมาทำหน้าเด้งสวยเช้งทันที  ทำราวกับว่าหนทางที่ผ่านมานั้นไม่ได้ส่งผลอะไรกับพวกฉันเลย   เราเข้าไปไหว้พระธาตุแม่เย็นซึ่งเป็นวัดแก่เก่าคู่เมืองปายมาช้านาน และเดินชมวิวทิศน์ของเมืองปายในยามเย็นทามกลางแสงสีทองของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้าไป     จากวัดพระธาตุแม่เย็นคุณไกด์บอย พาพวกเราไปต่อที่วัดพระธาตุน้ำฮูที่นี่เป็นที่ ประดิษฐานของพระอุ่นเมือง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสิงห์สาม (ศิลปะล้านนา) ปางมารวิชัยทำด้วยโลหะทองสัมฤทธิ์ ที่มีลักษณะพิเศษคือพระเศียรกลวง พระโมฬี (ผม) สามารถปิดเปิดได้และจะมีน้ำซึมออกมาอยู่ตลอดเวลา เชื่อกันว่าสร้างโดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อเป็นพระราชกุศลถวายพระพี่นางพระสุพรรณกัลยานั่นเอง นอกจากนี้ที่นี่ยังมีเจดีย์เล็ก  ที่เชื่อต่อๆ กันมาว่าเป็นพระเจดีย์ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างขึ้นมาถวายพระนี่นางสุพรรณกัลยาด้วยนะ แต่ว่าอันนี้ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์มาอ้างอิงนะจ๊ะเป็นแค่คำบอกกล่าวปากต่อปากเท่านั้น

ตะวันลาลับขอฟ้าแล้ว   แต่พวกเราก็ยังไม่เข้าที่พักเพราะเราจะไปเดินเที่ยวชม บ้านสันติชล ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวจีนยูนนานขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่ห่างจากวัดน้ำฮูไปอีก   3 กิโลเมตร บ้านสันติชลมีของดีให้นักท่องเที่ยวชุมชนได้เรียนรู้และชมวิถีวัฒนธรรมจีนที่แปลกตา ชิมอาหารยูนนานเลิศรสที่ภัตตาคารอาหารจีนของชุมชน ภายในศูนย์วัฒนธรรมจีนยูนนานบ้านสันติชลนอกจากจะโดดเด่นทางด้านวิถีวัฒนธรรมแล้ว ที่นี่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตกขาดใหญ่ กิจกรรมการเดินป่าศึกษาธรรมชาติอีกด้วย ที่นี่เราสามารถซื้อหา บ๊วยแห่งความรัก และความคิดถึงมาฝากคนที่เรารักและคิดถึงได้นะ  ขอบอกว่าอร่อยด้วย แต่น่าเสียดายที่เราไม่ได้ซื้อ เพราะมัวแต่เพลิดเพลินกับการเลือกซื้อรองเท้าที่ชาวบ้านที่เค้าทำเองขึ้นด้วยมืออยู่ก็เลยอดเลย

ซ๊อปปิ้งกันได้สักพัก คุณไกด์บอยก็พาเราเข้าที่พักคือนี้เราค้างที่ปายริเวอร์ไซด์กัน   หลังจากที่เข้าที่พักอาบน้ำกินข้าวเสร็จ  ก็ถึงเวลาออกเริงร่าในยามราตรีแล้วหละ   ที่ปายนี้มีตลาดกลางคืนไว้ให้เราได้เดินซื้อหาสินค้าพื้นเมือง  ของที่ระลึก อย่างเสื้อสกรีนเมืองปาย และยังมีอาหารจำพวกน้ำสมุนไพร ร้อนๆ  ไว้ให้เราดื่มแก้หนาวด้วย  ที่สำคัญเราจะต้องไปหาซื้อโปสการ์ดเพื่อส่งให้เพื่อนที่รักด้วย  ที่นี่มีร้านโปสการ์ดให้เราเลือกซื้อหลายร้านและเค้าก็มีบริการจัดส่งให้ด้วยนะ  แต่ที่คนเยอะและขายดีที่สุดก็ร้านนี้เลย  ร้านมิตรไทย (ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมใครๆก็มาซื้อแต่ร้านนี้)  เรา 4 สาวเดินเลือกซื้อของฝากกันอย่างสนุกสนานและล่วงเลยเวลาไปกล่าวจะรู้ตัวว่าเลยเวลามามากแล้วก็ เมื่อเห็น คุณไกด์ บอยเดินหน้าง่ำสอดสายสายตามองหาเราอยู่นั่นเอง

เฮ้ย ......ดูเหมือนการมาเยือนปายในครั้งนี้เวลามันช่างเดินเร็วเสียจัง ...เรายังทำความรู้จักกันได้ไม่มากเลย....แต่อย่างงัยเราก็รักเธอนะ ....ขอบคุณนะที่เราได้รู้จักกัน

 

 

 

12月13日

แจซ้อน..ไม่ซ่อนรัก ตอน 2

เช้าวันใหม่เราตื่นกันสายหน่อย เพราะวันนี้เป็นวันที่สบาย ๆ ไม่ได้รีบร้อนเท่าไร หลังจากจัดการอาหารเช้าเสร็จ   เราก็สนุกกับการถ่ายรูป    เขียนโปสการ์ดถึงตนเอง   และคนที่รัก   เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวและความประทับใจ    ไม่นานนักก็ได้เวลาล้อหมุน   เรามุ่งหน้าสู่เหมืองแม่เมาะไปชมทุ่งทานตะวันกัน  เฮ้ย !!!!!!!!!!!!!!!!!!!   ไม่ใช่สิ  ทุ่งบัวตองต่างหาก

 ไม่นานเกินฝัน   สีเหลืองอร่ามที่ปกคลุมภูเขาหลายลูกก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ....... มันช่างแตกต่างไปจากเมือง 2 ปีที่แล้วเสียจริงเชียว    อย่างว่าอะน้า  เวลาเปลี่ยน อะไร  อะไร มันก็เปลี่ยน

วันนี้ดอกบัวตองบานเบ่งท้าทายแสงแดดอย่างไม่รู้จักสะทกสะท้าน   มันช่างเป็นภาพที่งดงามเสียจริงเชียว  แม่เมาะวันนี้ดูครึกครักมาเพราะเค้ามีการจัดงานชมดอกบัวตอง ดังนั้นก็ไม่แปลกอะไรนักที่จะมีผู้คนต่างก็แวะเข้ามาชื่นชมความงดงามของดอกบัวตองเช่นเดียวกะพวกเรา

ที่ต่างก็หามุมที่ถูกใจถ่ายรูปกะดอกบัวตองอย่างสนุกสนาน   บางคนก็ ปลีกวิเวกไป......

                แต่ดูเหมือนว่าพวกเราจะพ้ายแพ้ดอกบัวตองเหล่านั้นแล้วหละ  เพราะไม่นานพวกเราก็ พากันกลับขึ้นรถเพราะทนกับแสงแดดที่เปร่งประกายยามบ่าย ไม่ได้นั้นเอง ...................

                ภาพความเหลืองอร่ามของดอกบัวตองก็ ค่อย ๆเลือนหายไป  ภาพใหม่ของงานฝีมือ 

ช่างเซรามิก  ของเมืองลำปางก็เข้ามาแทน  เมื่อเรามาหยุดพักที่กาดมั่วใจ ที่นี่เป็นแหล่งรวมเซรามิก ที่มีหลากหลายรูปแบบวให้เราได้เลือกซ๊อป แลกซื้อไปฝากคนที่รัก   ได้อย่างหลากหลายเชียว เช่น  แก้วน้ำ   แก้วกาแฟ  จาน  ชาม  กระดิ่ง  และอื่น อีกมากมาย  เราเองก็อดซื้อไม่ได้ของติดไม่ติดมือมาเช่นกัน   เป็นกระดิ่ง อุลต้าแมน มาฝากข้าวปั้น  และกระดิ่งคุณป้าขายาว  ...มาให้ตัวเอง

                จากของฝากที่กินไม่ได้ .... เราก็เริ่มขยายไปหาของฝากที่กินได้กันต่อ ........ขับรถเข้าไปในตลาด ( ชื่ออะไรม่ายรู้   ..รู้แต่ว่าอยู่ใกล้กะ เสาหลักเมือง)   ที่นี่ร้านแทบแตกเพราะพวกเราพากันรุ่มซื้ออยู่ร้านเดียว จนแม่ค้า ขายแทบไม่ทัน     ก็น่าสงสารแม่เค้าอะเพราะแต่ละคนใช่ย่อยเสียที่ไหนกัน...แย่งกันพูดเสียฟังไม่ทันเลย

                ช๊อปปิ้งกันหนำใจแล้วก็เข้าโรงแรม..... ฮั่นแน่อย่างเข้าใจผิดนะ ......สาวๆๆๆ  เค้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อไปร่วมงานแต่งงานจ้า  ...ธรรมดาอะน้า ก็ต้องสวยหน่อย เน้อ   .....แต่องค์ทรงเครื่องเสร็จ สาวงามจากเมืองกรุงก็เคลื่อนทับลงมาร่วมงานเลี้ยง..... ซึ่งก็สร้างความฉง สนเทห์ให้กับแขกเหงื่อกันพอสมควร เค้าคงงงอะน้าเพราะเมื่อไม่กี่ชั่วโมง พึ่งเห็นเป็นกลุ่มโจรอยู่เลย งัยแปลงกายเป็นสาวงามได้ขนาดนี้  ......55555555555

                อวยพรบ่าว  สาว.....กันสักพัก  ก็กลับไปเปลี่ยนองค์ทรงเครื่อง ใหม่ คราวนี้จากนางซินเดอเรล่า ที่สวยงาม ก็ กลายมาเป็น อีเย้นนางทาส ในบัดดล เลย..... พวกเราเปลี่ยนสภาพได้เร็วมาเพราะต้องรีบเดินทางกลับเข้ากรุงเทพ ฯ ไม่อย่างนั้น คงกลับมาทำงานในวันรุ่งขึ้นไม่ทันเป็นแน่ .....บ้ายบายก่อนนะจ๊ะเมืองรถม้า.......โอกาสหน้าจะมาใหม่นะ...

11月23日

แจ้ซ้อน.....ไม่ซ่อนรัก

เข้าสู่เดือนพฤศจิกายน   ลมหนาวก็ เริ่มพัดมาเยี่ยมเยือนอีกแล้ว   อยู่กรุงเทพอาจจะไม่ได้รับรู้ถึงความหนาวมากนัก พวกเราก็เลยเกิดอาการอยู่ไม่สุขขึ้นมาอีกแล้ว .....555555     ก็เลยเริ่มเสาะแสวงหาที่ท้าทายลมหนาวเล่น.....เฮ้ย..ไม่ใช่อย่างนั้น ความจริงคือมันประจวบเหมาะกันมากกว่า   เราต้องไปงานแต่งงานน้องหน่อยกะ น้องอุ๋ย ( น้องที่ออฟฟิต เค้าแต่งงานที่ลำปาง วันที่ 11 พฤศจิกายน 50)  พวกเราก็เลย ได้โอกาสเหมาะ ..................

รวบรวมสมาชิกได้  11 คน รวมคนขับรถก็เป็น 12 คน งานนี้ได้รับการสนับสนุนจากออฟฟิตในการจัดรถอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้  พวกเราออกเดินทางกันเย็นวันศุกร์ที่ 9 หลังเลิกงานเราไปอาบน้ำกันที่หอของฝน    ดูวุ่น ๆ   วาย ๆ   ดีอาจจะเป็นเพราะตื่นเต้นที่ได้เที่ยวอีกอีกเป็นได้  .....งานนี้พวกเราเตรียมกันมาหลายอาทิตย์ที่เดียวเชียว   ไหนจะต้องเตรียมจัดโปรแกรมในการเดินทางให้กับสมาชิกทั้งหลายแหล่    และก็ประสานงานเรื่องที่พัก...และที่สำคัญ  การจัดงานชุดเข้าร่วมงานมงคลสมรส......เพราะงานนี้ต้องสาวๆๆต้องสวยจ้า   

เราไปถึงลำปางกันวันเสาร์เช้า ..... ทุกนาทีมีคุณค่ามากสำหรับวันนี้พวกเราใช้เวลาไปกับการทำความรู้จัก

เมืองลำปางกันอย่างเต็มที่และคุ้มค่ามาก  เราเริ่มต้นกันที่ ตลาดรัษฏา หรือตลาดหัวขัว เป็นตลาดเช้าและตลาดเย็นที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดลำปาง มีของขายมากมายรวมถึงกับข้าวพื้นเมือง ขนมพื้นบ้าน ผลไม้  ไม่ไกลจากตลาดมากนักจะมีสะพานรัษฎร (สะพานสีขาวที่ตั้งเด่นเป็นสง่า ...สมัยเรียนนั่งรถไฟกลับกรุงเทพทีไรก็ เห็นทุกที)    ที่อยู่คู่เมืองลำปางมายาวนานตั้งอยู่ให้รถลาได้ข้ามไปข้ามมา   พวกเราก็เลยถือโอกาสถ่ายรูปกันมาเป็นจำนวนมาก  ก็แหม อากาศยาวเช้าในหน้าหนาวแบบนี้  และสะพานก็ออกจากสวยงามขนานนั้นใครหละจะอดใจได้ 

                หลังจากหาอาหารใส่ท้องเพื่อเติมพลังให้กับร่างกายแล้ว เราก็ไปนั่งชนม้าเที่ยวรอบเมืองลำปางกัน   ที่นี่เค้ามีจัดทัวร์ ด้วยรถม้ารอบหละ 150 บาทนั่งได้ 2 คน ต่อ รถม้า1คัน  ( รอบสั้นนะ ..แต่ว่าก็ นานพอจะได้ชมวิถีชีวิตของชาวลำปางได้อยู่น้า )   เสียงเกือกม้า ดังกุบ  กัก   กุบ  กับ

กรึกก้องไปตลอดสองข้างถนน  ผู้คนชาวเมืองลำปางก็หันมาส่งยิ่มทักทาย   บ้างก็ชี้ชวนให้เด็กเล็กๆ  โบกไม้โบกมือทักทายพวกเรา   

                ลงจากหลังอานม้ามาได้เราก็ ไป วัดเจดีย์ซาว์  ที่นี่เป็นวัดเก่าแก่  และที่แปลก ของที่นี่คือ มีเจดีย์อยู่  มากถึง 20  เจดีย์หละ  ( เค้าบอกว่า ใครมาที่นี่แล้วนับเจดีย์ได้ ครบ 20 แล้วอธิฐานขอพร...หรือขออะไร  ก็ จะสมหวัง  5555 แต่สำหรับเราแล้ว ไปที่นี่มา 2 ครั้งก็ ไม่เคยอธิฐานสักใครเดียว มิใช่ว่านับไม่ครบ 20 นะ  แต่พอนับครบเสร็จก็ลืมสิ่งที่จะอธิฐานแล้วหละ 5555 )  

 

 

                เค้าบอกกันว่ามาลำปางทั้งที่ถ้าไม่มาสองที่นี่ก็เหมือนมาไม่ถึง....ที่แรกก็คือสุสาน

ไตรลักษณ์ที่ประดิษฐานหุ่นขี้ผึ้งหลวงพ่อเกษมเขมโก พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งเมืองลำปาง

 และที่ สองคือวัดพระธาตุลำปางหลวง  .....แน่นอนพวกเราก็คงไม่พลาดแน่   เพราะเดี๋ยวมาไม่ถึงลำปาง   ที่วัดพระธาตุลำปางหลวงภายในองค์พระเจดีย์บรรจุพระเกศา และพระอัฐิธาตุจาก

พระนลาฎข้างขวา พระศอด้านหน้าและด้านหลัง ที่รั้วทองเหลืองรอบองค์  พระธาตุมีรูกระสุนปืนที่หนานทิพย์ช้างยิงท้าวมหายศปรากฏอยู่นั้น    ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้กับเงาสะท้อนของพระธาตุกลับหัวซึ่งเป็นความมหัศจรรย์อย่างมาก    นอกจากนี้พระธาตุลำปางหลวงยังเป็นพระธาตุประจำราษีของคนที่เกิดปีฉลูด้วยดังนั้นเรากับเพื่อนที่ร่วมเดินทางก็เกิดปีฉลูจึงไม่พลาดที่จะไปนมัสการของพรเป็นแน่ 

                จากพระธาตุลำปางหลวง  เรามุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ปลายทางสุดท้ายของวันนี้   พวกเราจองที่พักของอุทยานแห่งชาติไว้  ตามโปรแกรมแล้วเราจะไปอาบน้ำแร่  แช่น้ำร้อนกันที่นี่ 

มาถึงอุทยานเวลาประมาณ  บ่าย  3  เกือบ 4 โมงเย็นอากาศเริ่มจะเย็นๆ แล้ว เราเก็บของเข้าบ้านพักกันอย่างรวดเร็ว   และเตรียมตัวไปอาบน้ำแร่   แช่น้ำกัน   ที่นี่จะมีบริการห้องอาบน้ำแร่  ไว้ให้กับนักท่องเที่ยวด้วย  ซึ่งก็จะมีแบบส่วนตัวแยกห้อง  และก็แบบรวมราคาก็จะแตกต่างกันไปนะจ๊ะ

พวกเรามันกลุ่มใหญ่ก็เลย ต้องใช่บ่อรวม แต่อย่างไรเสียที่บ่อร่วมนี้ก็จะแยกเป็นสัดส่วนของชาย กะหญิงนะจ๊ะ ใครจะมากะแฟนก็ต้องแยกกันชั่วคราวน้า .....

                ปล่อยให้สาว ๆ นอนแช่น้ำแร่กันได้สักพักก็ ไปทดสอบความร้อนของน้ำแร่ที่ไหลเป็นแนวยาวตามซอกหินกันต่อ    น้องหมู (หนุ่มๆ ที่ไปด้วยกัน)  ก็ไปซื้อไข่มา 2 กระทง เราก็เอาไข่มาจุ๋มลงในน้ำแร่ในบริเวณที่มีความร้องสูง  ...ที่เหลือก็นั่งรอลุ้นว่าเมื่อไรจะถึงเวลาที่ไข่สุก    นั่งคุยกันไป  ถ่ายรูปกันไป สัก 20 นาที   ไข่ที่เราจุ่มไว้ก็ถูกนำ ขึ้นมา.................พร้อมๆกับร่างของพวกเราก็เริ่มเคลื่อนขบวนเพื่อไปหม่ำข้าวเย็นกัน  

                เมนูวันนี้เป็นอาหารพื้น ๆ ที่เราให้ทางอุทยานเค้าได้จัดเตรียมไว้ให้   ซึ่งได้แก่   ผัดผักกูด   ต้มยำไก่   ปลาทอด   ยำไข่น้ำแร่ ( ฮั่นแน่ ....สงสัยอะสิว่าเป็นอย่างไร 5555อุบไว้ก่อนนะเด่ยวจะขยายความทีหลัง)  และก็ อาหารพื้น   อย่างแกงฮังเล   แคปหมูน้ำพริกหนุ่ม   แกงกระด้าง  และข้าวกันจิ้น   ที่เราซื้อมาจากตลาดรัษฎาเมื่อเช้ามาเสริม อ้อ ลืมไปยังมีผัดเห็ดหอมสดด้วยจ้า

                อิ่มอร่อยกันแล้วก็กลับบ้านพัก  เราขอแยกตัวออกจากเพื่อนๆ ไปนอนพักเพราะไม่ค่อยสบาย เพื่อนๆ หลายคนก็ไปให้นอนให้หมอนวดมานวดบนเตียงนุ่มกันต่อ    บางคนก็แอบไปกินยาแก้หนาวเค้าลมเย็นๆ สบายๆ สไตร์ลูกผู้ชาย   ส่วนสาวๆ (อันนี้เค้าเล่าให้ฟังน้า ) ก็นั่งติวเลขคณะคิดเร็วกะคูมองกันยันดึกดื่น

                **  ปล............ โปรดติดตามตอนต่อไปนะจ๊ะ **