อนุรักษ์ さんのプロフィール:)v;**pooa_rumc3's spaceフォトブログリスト ツール ヘルプ

ブログ


8月29日

ปั้นดิน..ให้เป็นบ้าน..สร้างสานพลังใจ

 

เมื่อต้นเดือนที่ผ่าน (วันที่ 9-10 สิงหาคม ) ได้มีโอกาสไปทำความดีเพื่อมอบให้กับแม่ ....และก็ทำบุญเพื่อสืบทอดทะนุบำรุงพุทธศาสนากับ เพื่อนๆ กลุ่มบ้านดินไทย .......ที่วัดป่าสุคะโต จังหวัดชัยภูมิ  ของพระอาจารย์ไพศาล   วิสาโล     ที่บอกว่าได้ทำบุญเพราะว่าการเดินทางครั้งนี้เราไปสร้างกุฎิดิน  สำหรับเป็นที่พักของพระสงฆ์ หรือผู้ปฎิบัติธรรมที่มาพักที่วัด  ดังนั้นการเดินทางครั้งนี้ก็ได้บุญแบบ 2 เด้งเลย 

การได้ไปทำบ้านดินครั้งนี้พึ่งรู้ซึ้งถึงการทำงานแบบสองมือสองเท้าก็คราวนี้หละ เพราะว่าเราต้องใช้มันทั้งสองอย่างหนักจริง ๆๆๆ  คงอยากจะรู้แล้วสิว่าใช้อะไรกันนักหนา

เท้า :  ต้องย่ำๆๆๆ และย่ำ ดินให้เนียนหรือว่าเนื้อดินกับแกลบและน้ำผสมเข้ากันจนได้ที่พอให้พวกเราเอาไปใช้ก่อแทนปูน หรือว่า ใช้ทำบล๊อกดินหรือก้อนดิน สำหรับแทนอิฐบล๊อกเพื่อก่อเป็นกำแพงบ้าน หรือกุฎิ ที่พวกเราเหล่าอาสาบ้านดินกว่า 80 ชีวิตได้มาร่วมกันทำนั่นหละ   เพราะหากเราย่ำไม่ได้ที่ดินที่เอาไปก่อ   ฉาบ  หรือทำบล๊อกมันเหลวเกินไปก็จะทำให้ดินมันแข็งตัวช้า เพราะนั้นสองเท้าของเราก็จะต้องถูกใช้งานอย่างหนัก  เดินย่ำไป ย่ำมา  วนไปวนมาอยู่ในหลุมดิน 

มือ : ต้องควัก ต้องฉาบ ต้องหยิบ ต้องยก ก้อนดินที่หนักกว่า 5 โล และดินที่เตรียมไว้ก่ออยู่ตลอดเวลาโดยที่เราเองกลับไม่รู้สึกเหน็จเหนื่อยเลย   กลับอิ่มเอมไปกับความสุขและความสนุกสนานที่ได้พูดคุยทักทายกับเพื่อนๆ  ใหม่ที่มาเข้าร่วมกิจกรรมด้วยกัน  ครั้งนี้นอกจากประสบการณ์ที่มากขึ้น ได้ความรู้ตลอดจนเทคนิคในการสร้างบ้านดิน ที่อาศัยวัสดุจากธรรมชาติแล้ว   เรายังได้รู้จักเพื่อนเพิ่มขึ้นด้วย  น้องปอ. สาวน้อยเซลล์โรงแรมแห่งหนึ่งที่กระบี่ , น้องเต้กะน้องชาย  สถาปนิคหนุ่ม , พี่ตุ้น สาวออฟฟิตแถวเมืองทอง , น้องฮุยหนุ่มจากชลบุรีและที่ประทับใจแบบไม่ลืมเลยก็น้องเคียว เด็กหนุ่มที่ทุ่มเททั้งตัว  ทั้งใจให้กับงานครั้งนี้อย่างเต็มเปี่ยม , อ้อ ยังมีอีก 1 คน แหมอันที่จริงไม่น่าลืมเค้าเลยอะเพราะตัวออกใหญ่ (ไม่ได้ลืมนะจริงๆๆ) น้อง โล มหาบัณฑิตมาด ๆ จากนิด้า ทำงานกับตำรวจท่องเที่ยว และอีกหลายๆ คนที่ไม่ได้เอ่ยนามก็ต้องขออภัยไว้นะที่นี่ด้วยนะค่ะ

การทำกิจกรรมในครั้งนี้เราได้เรียนรู้ว่า  การทำงานหากเราตั้งใจจริงและทำด้วยความสนุกสนานเราก็จะไม่รู้สึกเหนื่อย  และถ้าเรามองถึงเห็นถึงคุณค่าของงานที่เราทำด้วยแล้วเราก็จะทำงานด้วยความสุขยิ่ง................... 

 ดิน..แม้จะเป็นเพียงแค่เศษธุลีเล็ก ๆๆๆ ที่บางครั้งอาจจะก่อความรำคาญให้เรายามเมื่อเป็นผงฝุ่น มาเกาะเสื้อผ้าหรือข้าวของ...........แต่ดินเมื่อหล่อหลอมเป็นก้อนดินที่แข็งแกร่งแล้วหละก็กลับมีคุณค่ามากมายเหลือคณานับจริงๆ  เคยได้อ่านบทความบทหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องเล่าดี ๆ บำรุงจิตใจ ที่เรียกว่า  vitamin story จาก (ซีเอ็ด) ได้กล่าวถึงดินเหนียวไว้....อ่านแล้วก็รู้สึกว่าอยากให้คนอื่นๆ ได้อ่านบ้างก็เลยอยากจะหยิบยกเอาบทความนั้นมาใส่ไว้ในการเขียนครั้งนี้ด้วยแล้วกัน

ดินเหนียวอาศัยอยู่ในท้องนาอย่างสุขสบาย แต่แล้ววันหนึ่งมีรถขุดคันใหญ่วิ่งฝุ่นตลบเข้ามา และเริ่มขุดดินเหนียว  ดินเหนียวร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด แต่รถขุดก็ยังขุดต่อไป อย่างไม่ใส่ใจ แล้วย้ายดินเหนียวขึ้นไปบนรถบรรทุกสักพักใหญ่ รถบรรทุกวิ่งไปถึงที่แห่งหนึ่ง ดินเหนียวถูกย้ายเข้าไปอยู่ในถังและถูกบดจนเนื้อเหนียวละเอียด ความเจ็บปวดยังไม่ยุติแค่นั้น ยังมีอะไรแปลกๆ จับตัวดินเหนียวหมุนไปเรื่อย ๆ และเริ่มบิดไปทางโน้นที ทางนี้ที ดินเหนียวไม่เข้าใจทำไมตัวมันจึงต้องเหนื่อยแสนสาหัสขนาดนี้        เมื่อสติกลับคืนมาอีกครั้ง ดินเหนียวก็กลายเป็นเครื่องปั้นไปเสียแล้ว

ดินเหนียวถอนหายใจอย่างโล่งอก นึกว่าความเจ็บปวดคงจบสิ้นเสียที แต่ที่ไหนได้ ความเจ็บปวดยังไม่สิ้นสุด มีของเหลวไหลลงมาเคลือบตัวมันให้มีสี ยังไม่ทันไรก็ต้องถูกส่งเข้าไปอยู่ที่เตาเผาที่มีไฟร้อนจัด ดินเหนียวอยู่ในเตาเผานานถึงสองวัน

...สองวันผ่านไป...

ดินเหนียวหันมาสำรวจตัวเอง แล้วก็อดที่แปลกใจไม่ได้ เพราะสภาพของตัวเองขณะนี้ ต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่เห็นด้วยสายตาตัวเองเป็นภาพที่สวยงามมาก

ดินเหนียวซึ่งเคยหมกตัวอยู่ในทุ่งนา กลับแปรเปลี่ยนเป็นเครื่องปั้นดินเผารูปทรงงดงามและมีราคา

..ดินเหนียวแจ้งแก่ใจในบัดนั้น...  ความทรมานและเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส    ช่วยแปรสภาพให้ตนมีความงดงามยิ่ง...  เช่นกัน เมื่อทุกคนโตขึ้น ความทรมานและความลำบากไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงเสมอไป   เหล็กยิ่งโดนไฟเผาก็ยิ่งแกร่งขึ้น ชีวิตคนเราเมื่อเจอกับความทุกข์และความยากลำบากก็จะแข็งแกร่งและงดงามขึ้นเช่นกัน           การที่เราต้องเผชิญกับความทุกข์และความยากลำบากนั้น เป็นเสมือนขั้นตอนหนึ่งก่อนที่เข้าสู่ช่วงเวลาที่แห่งความสงบ งดงาม เหมือนกับขั้นตอนที่แปรสภาพดินเหนียวมาเป็นเครื่องปั้นดินเผาสวยงาม       ถ้าเราหลีกเลี่ยงความเหน็ดเหนื่อยและความทุกข์ยาก ตัวเราอาจจะกลายเป็นคนที่อ่อนแอใช้การไมได้ เหมือนกับเครื่องปั้นดินเผาที่แตกง่ายและมีรอยร้าว     หากเราเปลี่ยนมุมมอง  เมื่อใดที่เจอเรื่องแสนเหน็ดเหนื่อยและยากลำบาก เขาว่าให้ผิวปาก "ยินดีต้อนรับ" แล้วเราจะเอาชนะมัน นั่นสินะ ชีวิตเราไม่ว่าจะทุกข์ หรือสุขก็อยู่ที่มุมมองจริงๆๆ    มองให้เป็นสุข..ชีวิตก็สดใส...ต่อไปหากเรามองฝุ่น  ก็ให้คิดถึงดินหรือดินเหนียวนะ จ๊ะจะได้ ไม่ต้องมาหงุดหงิดหัวใจงัย....

8月7日

สะบายดี..หลวงพระบาง 4

ตอนที่ 5    HOSPITAL = โรงพยาบาล   แต่ โรงพยาบาล  = โรงหมอ

 

                ขึ้นชื่อว่าทำงานที่มีความเกี่ยวข้อใกล้ชิดกับโรงพยาบาล  หรือว่าระบบสุขภาพของประเทศเสียแล้ว    ก็ขอหยิบยกเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลมาบ้างดีกว่า   

                หากมองระบบสุขภาพของประเทศเรากับระบบการดูแลรักษาสุขภาพของที่ประเทศลาวแล้ว ก็คงจะมองไม่เห็นฝุ่นกันเลย   เพราะบ้านเราเดินเร็วกว่าบ้านเค้ามากที่เดียวหละ อย่างน้อยบ้านเราก็ มีการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลแล้วน้า ..(แอบประชาสัมพันธ์องค์กรของตัวเองสักเล็กน้อย)

มีระบบประกันสุขภาพ   และมีคุณหมอ คุณ พยาบาล  มีบุคลากรที่มากความสามารถอยู่เยอะเลยเชียว 

                เบเบ้ บอกเราว่า เมื่อประชาชนที่นี่เกิดการเจ็บป่วยขึ้นมากเค้าไม่เข้าโรงพยาบาลกันหรอค่ะ  แต่เค้าจะไป โรงหมอ ......

                เราก็ถามกลับว่า โรงหมอ........ก็คือ คลีนิกหรอ

                ไม่ใช่ ค่ะ.....มันก็คือโรงพยาบาล ที่คนลาวเค้าเรียกกันนั่นหละค่ะ ....เบเบ้ตอบเราด้วยใบหน้าขำๆๆ 

                ซึ่งมันก็ทำให้เรา   อดที่จะ  ขำ  ตามไปด้วยไม่ได้   กับความไม่รู้ของตัวเอง และจากความไม่รู้ก็สู่ความสงสัย และไถ่ถาม     คราวนี้เบเบ้...โดนเอาคืนบ้าง ...เพราะตั้งตัวไม่ติดกับคำถามที่ยิงถามมาเป็นชุดเชียว  สุดท้ายสรุปได้ว่า

                ห้องคลอด ที่เราเรียกกันนั้น คนที่โน้นเค้าจะเรียกว่า ห้องประสูติ

                ห้องผ่าตัด ของเราเค้าก็ เรียกว่า   ห้องปาด

        และห้อง  IC U  หรือว่าห้องฉุกเฉินบ้านเรา  เค้าก็จะเรียกว่า ห้องมรสุม เพราะว่าถ้าเจอมรสุมแล้วอาจไม่รอดมีชีวิติกมาได้ ( อันนี้เบเบ้บอกจริงๆๆนะไม่ได้เมาท์)                                                  

                ส่วน ห้องตรวจภายใน   เค้าก็จะเรียกว่า   ห้องจกพยาธิญิง  

                เฮ้ย.....นี่หละน้า ภาษา.....ไม่ว่าชาติไหนๆ  ภาษาใครก็ภาษามันอาจจะดูขำๆ แปลกๆ แต่มันก็ภาษาเค้าอะ...เนอะ

                  

สะบายดี..หลวงพระบาง 3

ตอนที่ 4   รถ2  =  ลด …..

 

                ไหนๆก็พูดถึงเรื่องสัญญาณไฟจราจร กับเรื่องป้ายทะเบียนรถไปแล้ว  ก็ขอเมาท์ต่อเรื่องรถ หรือว่าพาหนะที่ใช้สัญจรไปมาของผู้คนที่นี่กันต่ออีกสักนิดก็แล้วกัน     

                เมือข้ามพรมแดนฝั่งโขงจากหนองคายเข้ามาที่นครหลวงเวียงจันทร์  เรื่อยไปถึงหลวงพระบาง   เราจะเห็นว่ารถ SUV หรือว่ารถแบบครอบครัวประเภทเดียวกับ CRV   ฟอร์จูนเนอร์  และ รถมิว 7   มีเยอะมากเลยสำหรับที่นี่    ด้านรถกระบะเองก็ไม่น้อยหน้าเท่าไร  โดยเฉพาะ 4 ประตูซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรถของราชการ  และรถของผู้ที่มีฐานะร่ำรวย 

ซึ่งรถที่ใช้ในการท่องเที่ยวก็จะเป็นรถฟอร์จูนเนอร์   รถตู้โดยสาร  ซึ่งรถยนต์ส่วนใหญ่ก็จะนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน(หมายความว่าสั่งเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายนะจ๊ะ) แต่บางบริษัทก็มีการเปิดสำนักงานขายที่ประเทศนี้ด้วย  ที่เห็น  ยี่ห้อฮอนด้า     โดยราคารถของที่นี่แพงสุดๆ เชียว   เบเบ้(ไกด์ลาว) บอกเราว่าอย่างรถกระบะ 4 ประตู ที่เราพบเห็นทั่วๆ ไปนั้น ราคาซื้อขายในประเทศ ตก คันละ ล้านกว่าบาท   ที่ราคาสูงแบบนี้เพราะที่นี่เค้าเก็บภาษีรถยนต์แพงสุดๆเลยจ้า    ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่รถโดยสารของประเทศลาวจะแออัดไปด้วยผู้คน  ที่ต้องห้อย โหน เบียดเสียดกันขึ้นรถเพื่อสัญจรไปมาระหว่างเขตเมือง

          สำหรับรถจักรยานยนต์ที่นี่เรียกว่า รถจักร ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศจีน และประเทศไทย   สะหนราคาต่างกันมาก   หากนำเข้าจากไทยตกคันละ  60,000 บาท แต่ถ้าเป็นรถที่นำเข้าจากประเทศจีนราคาจะตกอยู่ที่ 18,000 บาท    พูดถึงคุณภาพแล้วหละก็พอเหมาะพอสมตามราคา   ซึ่งก็มีคำเตือนว่า ถ้าซื้อรถจักรจีนมาใหม่ ๆ ห้ามเบิ้ลแรง ไม่งั้นน๊อตหลุดหมดทั้งคันแล้วจะหาว่าไม่เตือน    แต่เรากลับมองว่า จะเป็นนำเข้าหรือสั่งซื้อมาจากประเทศไทยหรือจีน    ก็มีสิทธิน๊อตหลุดได้เหมือนกันก็แหมจะไม่ให้รถเปลี่ยนรูปเป็นลดได้อย่างไร    ในเมื่อสภาพถนน หนทางของที่นี่   มีผู้บ่าว  ผู้สาวเยอะเหลือเกินรัฐบาลเค้าก็เลย มีแต่หลุมไว้เยอะเพื่อให้ตกหลุมรักกันเสียจนเต็มบ้านเต็มเมืองอะสิ    รถ..ที่ซื้อมาราคาแพงสุดๆ  ก็เลยต้องกลายเป็น ลด ....ไป......เฮ้ย......น่าสงสารจัง

               

สะบายดี..หลวงพระบาง 2

ตอนที่ 3  ป้ายทะเบียน  วิงๆ เวียนๆ หัว..ขมอง  

               

                ปริ้นๆๆๆๆ....... เสียงแตรรถส่งสัญญาณ เพื่อบอกกล่าวรถคันอื่นที่ร่วมใช้ถนนด้วยกัน

ซึ่งมันกลับเรียกร้องความสนใจให้กับเราได้หันกลับไปมองดูรถคันที่ส่งสัญญาณนั้น ....และก็พบกับสิ่งสะดุดสายตาที่ต้องเก็บเอามาคิดและขีดๆ เขียนๆ เล่าสู่กันฟัง

                ก็แหมรถคันที่ส่งสัญญาณนั้นเป็นรถป้ายแดงเชียวน้า..แต่...เอ...ทำไมสภาพรถมันโทรมได้ใจจริงๆ     เราเก็บความสงสัยไว้ในใจไปถามเจ้าเบเบ้(ไกด์ลาวสาวไม่ค่อยสวยอิอิ กว่าเรา )

         จนได้ความถึงบางอ้อว่า  การใช้ป้ายทะเบียนของที่นี่เค้าจะไม่เหมือนเมืองไทย ที่แบ่งออกเป็นป้ายแดง    ป้ายสีขาวตัวหนังสือสีดำ สำหรับรถส่วนตัว    ป้ายพื้นสีฟ้าตัวหนังสือสีขาว  สำหรับรถกลุ่มทูตานุฑูต    ป้ายสีเหลืองสำหรับรถโดยสาร   และป้ายพื้นเหลืองตัวหนังสือสีดำ  สำหรับรถบัส  รถบรรทุกที่ใช้ในการขนส่งเท่านั้น  
                    แต่สำหรับที่ประเทศลาวแล้วนั้น การใช้ป้ายทะเบียนรถยนต์   จะมีการแบ่งแยกย่อยออกไปอีก   ว่ารถสำหรับข้าราชการตำรวจ    รถสำหรับข้าราชการทหาร    ซึ่งสีที่ใช้ก็จะแตกต่างกัน   

อย่างเช่น   ป้ายรถยนต์บุคคล จะใช้สีดำพื้นเหลือง  สำหรับรถโดยสารสาธารณะทั่วๆ ไป  ป้ายจะเป็นตัวหนังสือสีน้ำเงินพื้นขาว   ป้ายแดงเป็นรถของข้าราชการตำรวจ เป็นต้น             

                พอได้รับคำอธิบายจากเบเบ้แล้ว   พวกเราก็เริ่มหากิจกรรมสนุกๆ เล่น    ด้วยการหาแข่งทายป้ายทะเบียนรถ ว่าเป็นรถที่วิ่งผ่านหน้าเราไปนั้นเป็นประเภทไหน  

                แรก ๆ ทุกคนก็สนุกสนานเพราะรถที่วิ่งผ่านไปส่วนใหญ่จะมีป้ายทะเบียนสีดำพื้นเหลือง และสีฟ้าพื้นขาวเท่านั้นเพราะเส้นทางที่เราวิ่งไปไม่ใช่แห่งชุมชน        แต่แล้วโจทย์ก็เริ่มยากขึ้น...เมื่อรถวิ่งผ่านใจกลางเมือง......ความสนุกสนานที่เคยมีเริ่มกลับกลายเป็นความวิงๆเวียนๆ  สับสน  ไม่แน่ใจซะแล้ว

                ก็แหมคุณขา.....ป้ายทะเบียนที่เนี้ยมันหลากหลายและยากเกินกว่าจะจำจริงๆ      เอาเป็นว่าใครจำได้ก็รบกวนช่วยบอกด้วยแล้วกันค่ะ...แต่สมองอย่างเราขอยอมยกธงขาวเลยจ้า .....

สะบายดี..หลวงพระบาง 1

ตอนที่ 2    สัญญานไฟ  (จราจร).....กุ๊กกิ๊ก  

                                                                                                                          

                นักขับรถทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น  เด็กแว้น  ไม่แว้น   นักขับรถแข่งที่ชนะมาไม่รู้กี่สนาม   นักปั่นน่องโปร่งหรือนักปั่นจักรยานที่ได้เสื้อสามารถจากสนามตรูเดอฟองค์   และแม้แต่พี่วิน(มอเตอร์ไซค์)    พี่แท็ก(แท็กซี่)   น้อง บีเอ็ม X ทั้งหลายแหล่ หรือแม้กระทั้งพี่แวนที่พวกเรากำลังนั่งอยู่นี่    หากได้มาที่นี่ก็ต้องยอมชิดขวาตลอด...ไม่มีใครกล้าเอียงซ้ายเลยไม่ใช่เพราะเค้ากล้วจะถูกหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์หรอกนะแต่เพราะเค้ากลัวรถมันตำ(ชน)กันต่างหาก

เพราะการจราจรของที่นี่เค้าจะต่างจากบ้านเราคือจะขับรถทางช่องทางขวาตลอด ในขณะที่บ้านเราจะขับชิดซ้าย   ดังนั้นก็ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งสำหรับมื่อใหม่ที่ไม่คุ้นชินกับเส้นทาง

นอกจากจะเอียงขวา  ...เฮ้ยไม่ใช่สิ....ชิดขวาแล้ว

สัญญาณไฟจราจรของที่นี่ยังมีคำเรียกที่แปลกๆ  แต่ก็แฝงไว้ด้วยความน่ารักไว้ด้วย

เช่น   ไฟแดง ภาษาลาว เรียกว่า ไฟอำนาจ นั่นหมายความว่าเมื่อไฟแดงขึ้นรถทุกคันต้องหยุด

                ไฟเหลือง  เรียกว่า ไฟลังเล คือจะไปหรือไม่ไปก็ต้องพิจารณาเอาเองว่ารถข้างหน้าและข้างที่จะเลี้ยวนั้นวิ่งหรือหยุดให้เราผ่านไปหรือไม่

          ไฟเขียว  เรียกว่า ไฟอิสระ ซึ่งไม่ว่าพี่ไทยหรือน้องลาว เค้าก็ชอบไฟนี้กันทั้งนั้นอะนะ    อันนี้คงไม่ต้องอธิบายก็ได้ค่ะว่าที่ชอบเพราะอะไร

นอกจากสัญญาณไฟแล้วที่นี่ยังมีกฎในการขับขี่ที่เข้างวดเหมือนบ้านเราด้วยนะค่ะ คือขับห้ามโทรจ้า แหมๆๆทันสมัยเหมือนพี่ไทยเลยเนอะ

แต่สำหรับเรื่องการสวมใส่หมอกกันน๊อคนั้นดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้มงวดเท่าไร เพราะยังเห็นหลายคนไม่ใส่เลย ..บางคนทั้งซ้อน เกิน 3 และไม่วมหมวกกันน๊อคอีก ...สงสัยเค้าจะมีไฟอิสระในชีวิตเต็มที่เลย ....เนอะ         

สะบายดี .....หลวงพระบาง

ตอนที่ 1   กรกฎาหรรษา.... พาแม่ทัวร์หลวงพระบาง           

 

                    หลังจากทำหน้าที่ประชาชนพลเมืองดีศรีสังคมกับการทำกิจกรรมอาสาสมัครแล้ว   ก็ได้เวลาไปปฎิบัติภาระของการเป็นลูกที่ดีแล้วนะจ๊ะ     หาฤกษ์งามยามดีได้เหมาะเจาะคุณพี่สาวตัวเป้งก็ได้ โอกาสชักชวนน้องชมไปเดินสายทัวร์หลวงพระบาง...แน่นอนเราไม่ลืมที่จะพา คุณแม่ผู้ติดตามที่ดูแลเรามาตลอดทั้งชีวิตร่วมเดินทางไปกับเราในครั้งนี้ด้วย      ก่อนหน้าที่จะออกเดินทางทัวร์ดูทุกคนหน้าตาสดใส   และมีความสุขกับการจัดเตรียมของสัมภาระในการจัดกระเป๋าเดินทาง เลือกเสื้อตัวโน้น  ตัวนี้เพื่อบรรจุลงกระเป๋า   ดูเหมือนคนที่ตื่นเต้นที่สุดก็คงจะเป็นแม่เพราะกระเป๋าเธิใหญ่ใหญ่มาก(ไม่รู้เหมือนกันว่าขนอะไรไปมากมายขนาดนั้น)

                    เรามาถึงที่ถึงหนองคายก็ได้รับการต้อนรับจากสายฝนที่เย็นฉ่ำ...เสมือนน้ำใจไมตรีของผู้คนที่นี่จริงๆ   เมื่อเติมพลังด้วยไข่กระทะ กะขนมปังแป้งข้าวจี่ อาหารขึ้นชื่อของเมืองนี้  ท่ามกลางความวุ่นวายของลูกทัวร์คนอื่น ๆ ที่มากหน้าหลากหลายตา  จนอิ่มท้องกันแล้ว พวกเราก็แยกย้ายกันขึ้นรถตู้ ใครตู้มัน  ซึ่งไกด์ประจำรถของเรา ชื่อโบอี้ ก็พาพวกเราไปไหว้พระไส ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดหนองคาย    จากนั้นรถก็พาเรามุ่งหน้าสู่ด่านตรวจคนเข้าเมือง เพื่อทำวีซ่าเข้าประเทศลาว  

                    ใช้เวลาไม่นานนักเพราะเราเป็นคณะใหญ่ (ก็แหม รถตู้ตั้ง 27  คัน ) บริษัทจึงได้ประสานงานไว้ล่วงหน้าเรียบร้องแล้ว   ออกจากด่านเราก็มุ่งหน้าข้ามสะพานไทย-ลาวมิตรภาพมุ่งหน้าสู่ด่านพรมแดนของนครหลวงเวียงจันทร์ ..... เข้าสู่ประเทศลาว ..............อ้อลืมบอกไปว่านอกจากไกด์โบอี้แล้วยังยังมีไกด์สาวเมืองลาวร่วมเดินทางไปด้วยตลอดทริปอีก 1 คน เธอชื่อว่า เบ้บี๋ หรือจะเรียกว่าเบ้ก็ได้จ้า    หน้าที่ของเธอคือพาเราไปเยี่ยมความงามของประเทศลาว  ที่แรกที่เธอพาเราไปก็คือ  วัดพระธาตุ   ซึ่งเป็นวัดคู่เมืองหลวงเวียงจัน  เราเดินชมความงดงามของศิลปะวัฒนธรรมในการก่อสร้างพระธาตุและฟังเรื่องราวประวัติความเป็นมาการก่อสร้างพระธาตุจากเบ้บี๋แล้ว      ก็ออกเดินทางไปชมความอลังการของ  ประตูชัย  ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะที่ประชาชนลาวสามารถขับไล่ชาวฝรั่งออกไปจากประเทศได้ โดยได้นำเอาปูนที่ทหารฝรั่งนำมาเพื่อก่อสร้างสนามบินมาให้เป็นประตูชัยที่ตั้งตระหง่าโดดเด่นนี้    3  คนแม่ลูกถ่ายรูปกันจนเหน็จเหนื่อยแล้วก็ไปนั่งรอสมาชิกคนอื่นบนรถ    ไม่นานนักสมาชิกผู้ร่วมทัวร์ของเราก็มาครบ        

เราออกเดินทางไปวัดพระแก้วซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วในอดีต  ที่วัดแห่งนี้เป็นวันเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของวังจันทร์ที่น่าแปลกมากเพราะที่นี่มีการรวบรวมพระพุทธรูปและของเก่าไว้มากมายเลยนี่หากเป็นบ้านเราเมืองเรา รับรองเรียบเป็นหน้ากลองไปหมดแล้ว

                    หลังทานอาหารเที่ยวอิ่มหม่ำสำราญแล้วก็ออกเดินทางไปวังเวียงต่อ เราใช้เวลาเดินทางไถ่เขาลัดเลาะไปเรื่อยๆ  ก็ถึงวังเวียง หรือกุ้ยหลินเมืองลาว แต่น่าเสียดายอย่างมากเพราะวันนี้หมอกลงหนามากจนมองไม่เห็นภูเขาที่ล้อมรอบอยู่เลย   เราเอาของเก็บที่ห้องพักและนั่งดูทีวีรอฝนหยุดตกสักพักใหญ่ ๆ ก็ ออกมาถ่ายรูปเล่น   ชมวิวภูเขาหินปูนที่ปกคลุมไปด้วยเฆมหมอกที่ริมระเบียงกับพี่สาวไม่นานนัก  แววของนักเสาะแสวงหาก็ออก จึงชักชวนกันเดินลัดเลาะจากโรงแรมที่พักไปชมตลาดสดเล็กของชาวบ้านในระแวกนั้น  ตอนแรกตั้งใจว่าจะเดินไปให้ถึงย่านชุมชนที่คาคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ แต่แล้วก็หมดแรงซะก่อน     ค่ำนี้เราไปทานข้าวที่ร้านริมสนามบินเก่าแก่ของเมืองวังเวียงที่เคยใช้เป็นที่สัญจรไปมาของทหารฝรั่งเศลเมื่อครั้งสงคราม    และน่าเสียดายที่วันนี้สนามบินแห่งนี้กลับกลายเป็นแค่ลานดินกว้างๆ ที่ไร้ค่า.......เท่านั้น .......

                    วันนี้เราออกเดินทางไปหลวงพระบาง...มันเป็นการเดินทางที่ต้องฝ่าฝันกับเรื่องที่หน้าตื่นเต้นอีกแล้ว  เพราะได้รับข่าวจากกรุ๊ปก่อนหน้าที่ออกเดินทางไปก่อนเราด้วยรถโดยสารขนาดใหญ่ บอกว่า เส้นทางที่จะเดินทางไปมีดินถล่ม ทำให้เค้าไม่สามารถเดินทางไปได้ จึงต้องตีรถกลับลงมานอนที่วังเวียงเหมือนเดิม...แต่กรู๊ปเราใช้รถเล็ก (รถตู้) ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร .....เราออกเดินทางจากวังเวียงมาด้วยอาการลุ้นตลอดเวลาว่า  หนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร...เพราะต้องฝ่าสายฝน  และน้ำท่วมในบางพื้นที่    เมื่อเริ่มขึ้นเขาหมอกจางๆ สีขาวก็เริ่มเข้ามาคืบคลานปกคลุมเส้นทาง....เรานั่งชมวิวสองข้างทาง...ระหว่างการเดินทางจะเห็นวิถีชีวิตของลาวที่แตกต่างกัน คือลาวเทิง ลาวที่อยู่บนที่สูง การใช้ชีวิต ความป็นอยู่และธรรมชาติที่สวยงาม ผ่านหมู่บ้านที่อยู่ในที่ราบและลาวที่อาศัยบนเขาสูง กับอากาศเย็นสบาย ไปเรื่อยๆ....

                    รถก็ลัดเลาะภูเขาที่มีดินถล่มลงมาในบางช่วงจนสุดท้ายพวกเราก็มาถึงหลวงพระบางได้อย่างปลอดภัย .......และไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงมีดินถล่มลงมาเพราะภูเข้าบางลูกถูกชาวเขาบุกรุกแถล้วถางปลุกพืชล้มลุก..จนทำให้ต้นไม้ใหญ่ๆ ที่มีรากแก้วเป็นที่ยึดดินต้องถูกทำลายไป เมื่อฝนตกลงมาอย่างหนักน้ำก็กัดเซาะหน้าดินจนทำให้ชั้นดินรองรับน้ำไม่ไหวและถล่มลงมาในที่สุด     นี่จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าเสียดายยิ่ง   นอกจากนี้แล้วไกด์ลาวยังบอกเราอีกว่าเดิมภูเขาแถวนี้จะเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่และไม่เนื้อแข็งที่มีอายุหลายร้อยปี   แต่เมื่อจีนได้ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลลาวในการสร้างถนนเชื่อมโยงระหว่างประเทศลาวกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเชื่อมโยงไปยังประเทศจีนขึ้นมาโดยมีข้อตกลงว่าจีนจะสร้างถนนให้โดยไม่คิดมูลค่าแต่ว่าต้นไม้ที่ถูกตัดออกไปนั้นก็จะเป็นของจีนไปด้วยและจีนก็ขอนำสินค้าเข้ามาขายยังประเทศลาวด้วย

                    น้ำตกตาดกวางสี  เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงพระบางเท่าไร ประมาณ 25 กิโลได้วันนี้น้ำเยอะมากเพราะฝนตก   น้ำตกนี้ตกจากเขาที่สูง 70 เมตร (ขณะที่เราเดินขึ้นไปชมความงามของน้ำตกฝนก็ตกอยู่นะ)   เมือถ่ายรูปท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย เสร็จแล้ว  เรา ก็ไปชมรอยพระพุทธบาทติดฝั่งลำน้ำโขงที่วัดฝั่งตรงข้ามเมืองเชียงแมน   แต่ก็ต้องน่าเสียดายอีกเพราะวันนี้น้ำแม่น้ำโขงขึ้นสูงเนื่องจากฝนตกหนัก ท่วมรอยพระบาทไปกว่าครึ่ง แต่ก็แพ้ความพยายามของพวกเราที่ยอมลงทุนลุยน้ำลงไปดู  เดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึงงัย   คืนนี้เรานอนพักที่โรงแรมพูสี ซึ่งก็นับว่าเป็นโอกาสดีที่เดียวหละเพราะค่ำนี้เราจะได้เดินตลาดมืดได้อย่างสะดวกเพราะโรงแรมอยู่ไม่ไกลเลยเดินข้ามถนนไปก็ถึงตลาดแล้ว  คราวนี้หละ ช๊อปกระจายแน่ๆๆ 

                    สินค้าในตลาดมืดส่วนใหญ่ก็เป็นงานหัตถกรรมประเภท ผ้าทอต่างๆ  ผ้าถุง  กระเป๋า และที่ฮีตสุด    ก็คือเสื้อยืดสกรีน ข้อความต่าง ๆ อาทิ  เบยลาว   สะบายดี   หลวงพระบาง  เดินช๊อปกันมาได้สักพักไม่รู้ข้าวของมันโดดติดไม้ติดมือมาตั้งแต่เมื่อไร ทั้งแม่และลูกหิ้วกันสองมือสองไม้ คุณลูกสาว ได้ของไปฝากเพื่อน ๆ ที่ทำงาน   ส่วนคุณแม่ที่ย้ำนัก  ย้ำหนาว่าจะไม่ซื้ออะไร ก็อดไม่ได้ กับ ผ้าถุงลายพื้นเมือง (ที่ซื้อเนี้ยเพราะเธออยากจะใส่ไปตักบาตรพระในวันรุ่งขึ้น ....ดูสิว่าอินเทรนขนาดไหน ต้องทำตัวให้เข้ากะวัฒนธรรมเค้าด้วยนะ) เมื่อเดินกันจะไม่รู้จะซื้ออะไรแล้ว ก็บอกลาตลาดมืดกลับไปนอนฝันดี 

                    วันนี้ตื่นเช้าสัมผัสอากาศของหลวงพระบาง   ดูผู้คนคลึกคลักเชียวเพราะวันนี้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวหลวงพระบางเยอะมาก   เสียงระฆังกังวาลไปทั่วเมืองสัญญาณบุญ  ผู้คนก็เริ่มทยอยออกมานั่งริมถนน  เบื้องหน้ามีกระติ๊บข้าวเหนียวตั้งเรียงราย บนเสื่อ เป็นแถวยาว  ใช่นั่นคือการใส่บตรข้าวเหนียว  หรือการทำบุญตักบาตรข้าวเหนียว  ที่ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นของหลวงพระบางเลยเชียว    พระสงฆ์จำนวนเป็นร้อยๆรูปเดินเรียงรายอยู่บริเวณกลางเมืองท่ามกลางผู้คนที่มารอคอยเพื่อที่จะใส่บาตร  มันช่างงดงามน่าดูเชียว

                    จากนั้นเราก็เดินลัดเลาะ เลี่ยงออกไปที่ริมโขงเพื่อชมวิถีชีวิตริมน้ำโขงยามเช้า   และแวะเข้าไปเที่ยวชมตลาดเช้าของชาวหลวงพระบาง  ที่มาจับจ่ายซื้อของใช้   ที่นี่เราได้ชิมอาหารพื้นเมืองของเค้าด้วย  ได้เห็นอาหารแปลกๆ  และซากสัตว์ป่าที่ถูกฆ่าและนำเนื้อมาขายด้วยช่างเศร้าใจเสียจริงๆๆ            

                    หลังจากทานอาหารเช้าที่โรงแรมแล้วเราก็ออกเดินทางไปเที่ยวที่ถ่ำติ่ง และนี่คือการเดินทางด้วยเรือที่ต้องล่องไปตามแม่น้ำโขง  มหานทีแห่งชีวิต ระหว่างที่เรือแล่นไปเราก็จะได้พบกับวิถีชีวิตของชาวบ้านในแถวนั้น พบเด็ก ที่กำลังพายเรื่ออย่างเร่งรีบ  แข่งกับเรือของนักท่องเที่ยว     ถ่ำติ่งเป็นถ่ำที่เก็บพระพุทธรูปเป็นจำนวนมาก ภายในถ่ำจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ถ่ำติ่งบน กับถ่ำติ่งล่าง   ตอนขึ้นไปชมถ่ำติ่งดูเหมือนทุกคนสนุกสนานและตื่นเต้นไปกับการเดินทาง               แต่ตอนขากลับสิเครียดและลมเสียตามๆกันเลย    ก็เพราะว่าเรือที่เรานั่งมาเป็นเรือลำแรก   เวลาจอดก็ต้องอยู่ในสุด   ดังนั้นเวลาออกเราต้องรอให้ลำอื่นๆ ออกก่อนเพราะฉันนั้นพวกเราก็เลยลมเสีย.....ไปตามๆกันกับการรอคอย

                    จากถ่ำติ่งเราก็ไปชมการทอผ้าที่บ้านผมนม   ซึ่งการทอผ้าที่นี่เค้าจะใช้กี่กระตุกซึ่งเป็นภูมิปัญญาของลาวในการทอผ้าเนื้อดี   และมีผ้าทอหลากหลายสี  หลากหลายแบบไว้ให้เลือกซื้อหาติดไม้ติดมือไปฝากคนที่บ้านด้วย    เบเบ้บอกเราว่าตอนเย็นๆ ชาวบ้านที่นี่จะนำผ้าทอเข้าไปตั้งร้านขายที่ตลาดมืดด้วย   

                    เที่ยวกันจนบ่ายคล้อย.....ก็เลยต้องเติมพลังกันหน่อย  กับเฝอ  หรือก๋วยเตี๋ยวญวน  อ้อ มื้อนี้ได้ชิมส้มตำแล้วหละ  มาตั้งหลายวันหาส้มตำหม่ำไม่ได้เลยอะ   อิ่มท้องกันแล้ว เราก็ออกเดินทางต่อเพื่อเข้าชม พระราชวังหลวงพระบาง  และนมัสการพระบาง พระคู่บ้านคู่เมือง ของลาว   ภายในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นอาคารเดิมของพระราชวังหลวงพระบาง นั้นได้ถูกใช้เป็นพื้นที่จัดแสดงห้องบรรทม   ห้องต่างๆ   ตลอดจนข้าวของเครืองใช้ ของเจ้ามหาชีวิตของลาว ในอดีต  ซึ่งในแต่ละส่วนก็ได้มีการจัดแสดงไว้อย่างสวยงาม    เดินข้ามถนนจากพระราชวังมาเราก็เดินทางขึ้นภูษี ที่นั่นเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุภูษี   ที่อยู่คู่เมืองหลวงพระบางมาเป็นเวลานาน  ลักษณะทางขึ้นก็คล้ายคลึงกับทางขึ้นเขาวัง  จังหวัดเพชรบุรี  ที่ปกคลุมไปด้วยต้นดอกดวงจำปา  หรือว่า  ดอกลั่นทม  แต่ที่สำคัญถือว่าเป็นไฮไลท์ของที่นี่ก็คือบริเวณนี่นักท่องเที่ยวสามารถชมเมืองหลวงพระบางในมุมสูงได้อย่างงดงามเชียว  

                    เมื่อถ่ายรูปและพักเหนื่อยเอาแรงจากการเดินขึ้นภูษี  แล้วก็ไปชมความงดงามของวัดใหม่สุวรรณภูมรามซึ่งเป็นวัดที่จะอัญเชิญพระบางพระคู่บ้านคู่เมืองมาประดิษฐานไว้ในช่วงงานบุญสงกรานต์    ที่วัดนี้มีศิลปล้านช้างที่สวยงาม      พร้อมกับสักการะเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์     ผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ประชาชนชาวลาว

                    จากนั้นเราก็เดินทางไปวัดแสนสุขาราม ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันเท่าไรนัก   ที่วัดแห่งนี้ถูกออกแบบและตกแต่งตามแบบศิลปของล้านช้าง    โดยดูได้จากหลังคาและศิลปในการปั้นองค์พระที่มีความอ่อนช้อยงดงาม     พระพุทธรูปที่นี่เป็นพระพุทธรูปปางยืนที่ชาวหลวงพระบางให้ความศรัทธาเป็นอย่างมาก       พวกเราถ่ายรูปกันสักพัก  ก็ต้องออกเดินทางต่อไปยังวัดเชียงทอง  ซึ่งเป็นวัดที่มีศิลปะวัฒนธรรมล้านช้างเก่าแก่ถึงสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช   ที่นี่เราได้เที่ยวชมและนมัสการพระประธานเพื่อความเป็นศิริมงคลด้วย        จากวัดเชียงทองเราเดินทางต่อไปที่  พระธาตุหมากโม ที่ตั้งอยู่ในเขตของ วัดวิชุนราช  ซึ่งเป็นวัดเก่าแกอีกแห่งหนึ่งของหลวงพระบาง    พระธาตุหมากโม หรือพระธาตุแตงโมนี้เป็นพระธาตุที่มีรูปร่างของพระธาตุที่แปลกตา   มองดูแล้วเหมือนกับผลแตงโม ที่ผ่าครึ่งแล้วคว่ำ และนั่นก็คือที่มาของคำว่าพระธาตุแตงโม

                    ค่ำนี้เป็นคืนสุดท้ายแล้วที่เราจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวหลวงพระบาง.........เพราะฉะนั้นขอไปซ๊อปปิ้งสั่งลาหลวงพระบาง.........ซะหน่อยดีกว่า.......จะซื้ออะไรไปฝากคนสำคัญคนนั้นเน้อ.....................บ้ายบาย........สะบายดี......ลาก่อนหลวงพระบาง......