อนุรักษ์ さんのプロフィール:)v;**pooa_rumc3's spaceフォトブログリスト ツール ヘルプ

ブログ


8月22日

ยามเมื่อลมพัดหวน...คืนถิ่นเชียงใหม่

หากพูดถึงเชียงใหม่แล้วหละก็   สำหรับเราที่นั่นเปรียบเสมือนบ้านหลังที่ 4 ก็ว่าได้ (ถามว่าทำไมต้องหลังที่ 4 ก็เพราะ 1-3 อะอยู่ที่อื่นงัย  อิอิอิอิออออ..อิ )  เพราะนอกจากจะเป็นที่ที่หล่อหลอมความรู้ และปัญญาให้กับเราแล้ว ยังเป็นที่ซึ่งเต็มไปด้วยความรัก     น้ำใจ  และมิตรภาพ ที่ยาวนานของเราอีกด้วย  

กว่า 10 ปี แล้วที่จากรั้วมหาวิทยาลัยและมิตรรักชาว CA  PYU  ทั้งหลาย   แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่าความรักที่มีต่อกันไม่ได้เลือนหายไปแต่อย่างใดเลย    เมื่อวันที่ 17 19  สิงหาคมที่ผ่านมา ได้มีโอกาสหวนกลับไปเยือนเชียงใหม่อีกครั้ง   จำได้ว่าไม่ได้ไปเยือนเชียงใหม่มาเกือบ 5 6 ปีแล้วมั้ง

เชียงใหม่วันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก   มากกว่าที่เคยเป็นในอดีต โดยเฉพาะถนนหนทางที่ถูกสร้างขึ้นมากมายเพื่อรองรับงานมหกรรมพืชสวนโลกเมื่อปลายปีที่ผ่านมา   เมืองเชียงใหม่วันนี้ดูจะไม่ต่างจากกรุงเทพฯ เท่าไรนัก  มีความสะดวกสบายมากขึ้น  เราได้มีโอกาสผ่านไปที่คณะ ก็สังเกตเห็นความแตกต่างที่น่าตื่นตายิ่ง   มีตึกใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย แต่ดูเหมือนจะสวนทางกลับจิตวิญญาณที่ขาดหายไป    ภาพความสนุกสนาน  ภาพความร่วมมือร่วมใจ  และภาพความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของชาว CA   ดูเหมือนจะเลือนหายไปด้วยเช่นกัน     มหาวิทยาลัยมีการเจริญเติมโตมากขึ้นตามสภาพสังคม   แต่ที่สำคัญสภาพจิตใจและสามัญสำนึกของนักศึกษาจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยหรือไม่ เราไม่อาจจะรู้ได้

เมื่อไปไหว้ครูบาศรีวิชัยที่ดอยสุเทพก็พบว่า ที่ขายดอกไม้ก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกัน  คุณยายแก่ๆ ที่ขายดอกไม้ในอดีตก็ไม่เห็นแล้ว  มีแต่ผู้หญิงวัยกลางคนซึ่งก็ทำให้เราตัดสินใจยากมากที่ว่าชื้อดอกไม้ของใครดี     และเมื่อวนไปแถวกาดหลวงเพื่อไปทบทวน  รื้อฟื้นภาพความทรงจำในอดีต   ไปดูบรรยากาศร้านดอกไม้ก็พบว่า  ร้านในอดีตที่เราชื่นชอบและสนุกกับการช๊อปปิ้ง   รวมถึงร้านที่ใครบางคนแอบซื้อดอกไม้มาให้เรานั้นหน้าตาเปลี่ยนไปแล้ว     ภาพเดิมๆ ของร้านที่มีถังดอกไม้ตั้งอยู่เรียงราย   มีชาวเข้ามานั่งขายก็หายไป    กลับเป็นภาพใหม่เป็นร้านติดกระจกเกิดขึ้นมาแทน   ดูเหมือนภาพความคุ้นเคยในอดีตจะเลือนหายไปแล้วจากสังคมปัจจุบัน ....แต่อย่างน้อยมันก็อยู่ในใจเสมอ

เช่นเดียวกับมิตรภาพของเพื่อนๆ และน้องรหัสและเพื่อนน้องรหัสที่ยืดยาวมานานกว่า 10 ปี มิตรภาพที่หาไม่ได้แล้วจากที่ไหนยกเว้นที่เชียงใหม่   ขอบคุณทุกคนที่มีความรัก   ขอบคุณในน้ำใจที่แบ่งปันมา   ขอบคุณที่อุสาห์สูญเสียเวลามากินข้าว และพบเจอกัน   ขอบคุณอีกครั้งสำหรับ 2 น้องสาวที่แสนดีที่ดูแลพี่เป็นอย่างดี .....ขอบคุณที่ไม่ลืมกัน    และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าลมจะพัดหวนให้เรากลับไปที่นั่นอีกครั้ง..นะจ๊ะลม ...

    

8月9日

พูดจา ภาษา..........พรม

เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาได้มีโอกาสติดตามคณะผู้บริหารไปเยี่ยมโรงพยาบาลเขาวง  จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อศึกษาดูงานการพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ ( Humanized  Healthcare) โรงพยาบาลเขาวงเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียง ที่อยู่ห่างไกลจากตัวจังหวัดเป็นระยะทาง 100 กว่าโล การเดินทางไปยังโรงพยาบาลเขาวงจะต้องเดินทางลัดเลาะไปตามเขา  วกไปวนมา  จนเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบอกกับพวกเราว่า หากใครไม่รักกันจริงก็คงมาไม่ถึงเขาวงเป็นแน่    คำพูดคำนี้ใครฟังแล้วอาจจะไม่คิดอะไร  แต่สำหรับเราแล้วรู้สึกว่า คนที่พูด ดีใจแค่ไหนกับการมาเยือนของพวกเรา   เพราะไม่ใช่แค่คำพูดนี้เท่านั้น แต่ทุกสิ่งที่ทางโรงพยาบาลได้จัดเตรียมไว้มันก็สะท้อนภาพนั้นออกมาเช่นกัน  

ภาพแรกที่เห็นหลังจากที่ก้าวลงจากรถ  คือ  สาวงามในชุดสาวภูไทหรือผู้ไทย  ที่ยืนตอนรับด้วยรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ   ความงดงามของชุดสีแดงดำ  สร้างความโดดเด่นให้แก่  คณะของเราเป็นอย่างมาก     

การบรรยายวันนี้เริ่มด้วย คำขวัญประจำอำเภอเขาวง ที่สามารถสะท้อนภาพความเป็นอำเภอเขาวงได้เป็นอย่างชัดเจน   เขาวงดงอู่ข้าว  สาวผู้ไทยงาม  น้ำตกพลิ้ว  ทิวเขาเรียงราย   มากมายผ้าห่ม   อุดมวัฒนธรรม  อ่างวังคำน้ำใส  ทฤษฎีใหม่น้ำพระทัยในหลวง   นั่งฟังบรรยายการดำเนินงาน Humanized  Healthcare    ของโรงพยาบาลและเก็บภาพถ่ายการนำเสนอไปได้สักพัก   เกิดความทึ่ง  .......ทึ่งกับสิ่งที่โรงพยาบาลคิดและทำ เพราะดูแปลกแตกต่างจากทุกๆ ที่อย่างชัดเจน   โรงพยาบาลเขาวงมีกระบวนการทำงานที่เข้าถึงจิตใจของพนักงาน และบุคคลากรในโรงพยาบาลได้เป็นอย่างดี  มีการสร้างสานความสามัคคีระหว่างบุคลากรอย่างแยบยลมากๆ  

เจ้าหน้าที่ที่นี่เล่าให้เราฟังอีกว่า  ที่นี่มักจะถูกเรียกประชุมตอนดึกๆอย่างเรื่อย ๆ แต่เชื่อใหม?    เต็มใจที่จะมาร่วมประชุม  เราแอบถามเจ้าหน้าที่ที่นั่ง ๆ ข้าง ก็ได้ความว่า เป็นเช่นนั้นจริงๆ  บางคนอยู่บ้านในชุดนอนเมื่อถูกเรียกประชุมก็จะมาทั้งชุดนอนนั้นหละ   เราก็ถามกลับไปว่า อ้าวไม่รู้สึกหรอ ว่ามันเป็นเวลาพักผ่อน ไม่ใช่เวลาที่จะมาประชุม เค้าก็บอกเราว่า ไม่อะ เพราะรั้สึกดี และอีกย่างหนึ่งเวลามาประชุมก็สนุกสนานและได้ร่วมคิด ร่วมหารือ  แก้ไขปัญหาร่วมกัน  ผู้อำนวยการเองก็มักจะมีขนม   อาหารว่างติดไม่ติดมือมาฝากเราอยู่เสมอ  ยิ่งช่วงที่ใกล้ จะประเมินลุก ๆ หลานๆ ของเจ้าหน้าที่บางคนจะคอยถามพ่อแม่อยู่เสมอว่า  เค้ามาประเมินหรือยังผ่านหรือยัง  เพราะทุกครั้งที่โรงพยาบาลได้รับรางวัลหรือมีผลงานก็จะมีการพาเจ้าหน้าที่และผู้ติดตามไปเที่ยวอยู่เสมอ เด็ก ๆ ก็เลยเกิด และติดใจ  และทำให้ติดตามสถานการณ์การทำงานของคุณพ่อ  คุณ แม่ไปในตัว  

( แหมช่างเป็นบรรยากาศการประชุมที่น่ารักจริงๆๆ  จะมีองค์กรไหนบ้างนะ .......ที่มีแบบเนี้ย)   

                หลังจากจบการบรรยายพวกเราก็ได้ไปชิมข้าวเหนียวสาวให้ที่เค้าบอกว่าอร่อยที่สุดในบรรดาข้าวเหนียวทั้งหมดเลย   เมื่อชิมแล้วก็ยังไม่ค่อยเห็นความแตกต่างนัก   แต่คณะที่มาจากลำพูนซึ่งกินข้าวเหนียวเป็นประจำต่างก็พูดเป้นเสียงเดียวกันว่า  รำแต้ๆๆ เจ้า

กินข้าวอิ่มก็เป็นช่วง เปิดบ้าน ... ซึ่งเป็นธรรมเนียมการดูงานที่จะต้องพาคณะไปเดินเยี่ยมชมดูการทำงานของโรงพยาบาล   ไปตามตึกต่างๆ   เราก็เดินดูและสอบถามการทำงานของเจ้าหน้าที่ไปเรื่อยๆ  ก็เกิดกระบวนการเรียนรู้หลายๆ สิ่ง   เช่น บางสิ่งเราอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างการนอนของเด็กเล็ก  ที่นี่จะจัดเปล แบบผูกหรือ อู่  ไว้ สำหรับให้ผู้ป่วยเด็กได้นอนเปลที่ไกวเหมือนตอนนอนอยู่บ้าน ซึ่งก็ช่วยให้เด็กเกิดความรู้สึกว่เหมือนอยู่บ้านตัวเอง และนอนหลับอย่างสบาย

เดินไปเรื่อยๆ มีบางอย่างที่ต้องสะดุด  เพราะบางสิ่งที่วางออยู่บนพื้นตรงหน้า มันกำลังพูดจากะเราอยากรู้ใช่ม้าว่า.....พูดอะไรบ้าง ติดตามฟัง...เอ๋ย...อ่านเอาเองก็แล้วกัน .....นะจ๊ะ .................................