| อนุรักษ์ さんのプロフィール:)v;**pooa_rumc3's spaceフォトブログリスト | ヘルプ |
|
5月21日 บอกลาPR.เป็นครูอาสาบนดอย(ชั่วคราว)3ตอน...ฝอ...อา..ยอ..ฝายน้ำแรงแฝงน้ำใจ
“ ครูครับ.....ครูบ้านนอกที่อยู่ข้างบนลงมาร่วมตัวได้แล้วนะครับ ... ครูช่วย เร่งมือหน่อยนะครับ” นั้นคือเสียงของอาหม่า...เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิที่มาดูแลพวกเรา อาหม่าจะไม่มีบ้านอยู่ประจำคือ จะนอนที่โรงเรียน หรือไม่ก็บ้านพักครู มีหน้าที่ในการเดิน เข้าบ้านโน้น ออกบ้านนี้ แล้วก็ จะไถ่ถามอยู่ไม่กี่อย่าง เช่น “ บ้านนี้ทำอะไรกินอะ .....” “ กับข้าวยังไม่เสร็จหรอ” “ครู..อีกคน..ไปไหนอะ” “ เดี๋ยวมากินข้าวด้วยนะ” พูดจบอาหม่าก็เดินจากไป แล้วก็ไม่เคยมีสักวันที่จะกลับมากินข้าวด้วยกัน วันนี้ก็เหมือนเดิม อาหม่าเดินมาทักทายเราที่บ้านแต่เช้าตรู แล้วก็หายไป จนได้เวลาเกือบ 2 โมงครึ่ง อาหม่าก็จะร้องเรียกพวกเราอีกครั้ง ให้มาร่วมตัวกันเพื่อออกเดินทาง .......วันนี้พวกเราจะไปซ่อมฝาย .....ไปเที่ยวน้ำตก...ซึ่งวันนี้จะต้องพกพาอาหารกลางวันไปปิคนิกกันด้วยนะ ส่วนบรรดาครูผู้ชายก็จะต้องแบกทรายและปูนขึ้นไปซ่อมฝายด้วยจ้า เมื่อครูพร้อม เด็กๆๆ ก็พร้อม พวกเราก็เดินเดิน...ขึ้นดอยไป ซึ่งก็ผ่านบ้านครูบ้างคนที่อยู่สูงๆ (หรือที่พวกเราเรียกกันว่า คอนโด) และหนึ่งในนั้นก็คือบ้านพี่ท่อน ยิ่งเดินขึ้นคนจากเบื่องล่างก็เริ่มเหนื่อย เลยแวะพักดูวิวสักพัก..แล้วก็พึ่งรู้ว่าวิวบนคอนโดนี้สวยงามมากๆ เลย...ตอนแรกเราก็ว่าวิวห้องกินข้าวเราสวยสุดๆ แล้วยังต้องยอมให้คอนโดพี่ท่อนเลย ลัดเลาะผ่า ป่า มาได้สักพักใหญ่ๆ ก็มาถึงฝาย.... ที่พวกเราจะซ่อมแล้วหละ มันเป็นฝ่ายกั้นน้ำขนาดเล็กๆๆ วันนี้เราได้เรียนรู้ว่าจะจุดกำเนิดน้ำเล็กๆ เมื่อเรากักกันมันไว้ไม่นานสายน้ำเล็กๆนั้นก็กลายมาเป็นแหล่งน้ำน้ำที่สามารถทำให้เกิดประปาหมู่บ้านเพื่อล่อเลี้ยงชีวิตของชาวลาหลู่ที่นี่ได้อย่างสะดวกสบายโดยไม่ต้องเดินแบกน้ำไกลๆ การซ่อมฝ่ายวันนี้เป็นการ่วมมือร่วมใจของชาวครูบ้านนอกทั้งหลายกับชาวลาหลู่ในหมู่บ้าน แรกๆ ครูก็ยังเก้งๆ กังๆ อยู่เพราะไม่รู้จะเริ่มอย่างไร..พวกเรายืนดูชาวบ้านทำงานอยู่สักพักใหญ่ๆ จยสุดท้ายก็มีคณุท่านหนึ่งเริ่มที่จะลงไปช่วยโกยโคลนออกทำให้มีครูอีกหลายๆ เริ่มเคลื่อนไหวร่ายกายลงไปอยู่ในฝ่ายและลงมือโกยโคลนที่เลอะเทอะอย่างสนุกสนานจนลืมความเหน็จเหนื่อย ท่ามกลางเสียงหยอกเย้าของเพื่อนครูส่วนหนึ่งที่ให้กำลังอยู่เบื้องบน และความขบขำของชาวลาหลู่ที่เอ็นดูพวกเรา ไม่นานนักการซ่อมฝายแห่งแรกก็สำเร็จเสร็จสิ้นลงไปแต่ภาระงานของพวกเรายังไม่หมดเท่านั้น สอบต. บ้านจะจ๋อ บอกกับพวกเราว่าให้พวกเราไปเที่ยวน้ำตกห้วยแก้ว ที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ เด่ยวพวกเค้ากะชาวบ้านที่เหลือจะซ่อมฝายที่เหลือเอง ครูบ้านนอกบางส่วนจึงตัดสินใจไปเที่ยวน้ำตก และบางส่วนก็ยื่นยันที่จะไปซ่อมฝายต่อ ซึ่งหนึ่งนั้นนั้นก็คือเราที่ยังยืนยันที่จะอยู่ซ่อมฝายมากกว่าการเดินข้ามเขาไปชมความงามของน้ำตก เดินจากฝายแรกไปไม่ไกลนักเราก็มาถึงฝายที่ 2 ครั้งนี้เราต้องเร่งทำงานแข่งกะฝนที่กำลังจะโปรยปรายลงมา........ในที่สุดเราก็ทำสำเร็จจนได้ ทันทีที่ซ่อมฝายเสร็จฝนก็กระหน่ำเทลงมาพวกเราก็ต่างวิ่งต่างเดินกลับสู่บ้านพักด้านล่างสภาพการเดินลงนั้นมันต่างกะเดินขึ้นมากๆ เพราะมันลื่นหน้าดูเลย เพื่อนบางคนก็ต้องถอดรองเท้าเดินเพื่อป้องกันการลื่นไถล......ความเหน็จเหนื่อยจากการใช้แรงงานทำฝายมันละลายหายไปกับสายน้ำจนหมดสิ่ง มีแต่ความปลื้มปิติยินดีที่ได้ทำเท่านั้นที่คงอยู่อย่างยึดแน่นในจิตใจ เวลาเที่ยงกว่าๆ เราก็เดินลงมาถึงด้านล่างของหมู่บ้าน ....อาหารของครูบางท่านถูกครูที่อยู่ร่วมบ้านนำติดตัวไปน้ำตกด้วยดังนั้นจึงทำให้ไม่มีอาหารเที่ยงท่าน ส่วนเราโชคดีที่สมาชิกครูที่อยู่ร่วมบ้านด้วยกันนั้น....ไม่ได้ไปน้ำตกเราจึงมีอาหารเพียงพอที่จะแบ่งปันครูท่านอื่นๆได้ท่านด้วยกัน ครูท่านหนึ่งตัดสินใจก่อไฟต้มมาม่าเลี้ยงพวกเราเพิ่ม ซึ่งมาม่านั้นวันนี้แม้ว่าจะเค็มแต่ก็อร่อยอย่าบอกใครเชียว และเป็นมาม่าแห่งสายใยที่เชื่อมโยงพวกเราให้ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันมากขึ้นด้วย ค่ำคืนนี้มีการแสดงของชาวลาหลู่เพื่อเป็นการเลี้ยงอำลาให้กับพวกเรา...เคาจะอนุญาติให้ครูที่อาศัยอยู่บ้านสามารถยืมชุดของชาวลาหลู่มาใส่เพื่อร่วมกิจกรรมในคืนนี้ด้วย ดูเหมือนว่าครูบ้านนอกหลายๆ ท่านเมือ่แต่ชุดชาวลาหลู่แล้ว ดูกลมกลืนจนจำไม่ได้เลย ส่วนเด็กๆ ชาวลาหลู่เองก็สวยงามน่ารักมากจริง ๆ พวกเราจัดการแสดงเต้น “จะครึก” ซึ่งเป็นการเต้นที่อาศัยจังหวะของกลองและปี่ของชาวเข้าขอบอกว่าท่าเต้นนั้นยากมากเราพยายามอยู่หลายรอบจนแต่ก็ไม่สามารถสู้เด็กๆ ได้เลย........ภาพความงดงามของเสื้อผ้า ภาพความงดงามจากท่วงท่า และความสนุกสนานของเสียงดนตรี ภาพรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของครูกับชาวลาหลู่ที่ขบขันในท่าเต้นที่ไม่เป็นท่าของบรรดาครู ช่างเป็นภาพที่น่าจดจำเสียจริงๆ
“ทำอะไรกินอะ” เสียงของอาหม่าผู้คุ้นเคยเดินเข้ามาทักทายเช่นเดิม แต่ครั้งนี้ดูต่างไปเพราะอาหม่ำ หิ้วกระเป๋าสะพานมาด้วย “ทำข้าวผัดอะ..กินด้วยกันใหม” “ไม่อะ” “ไปก่อน....เดี๋ยวเจอกัน 8.30 น.นะ” อาหม่าตอบแล้วก็เดินจากไปเหมือนเช่นเคย วันนี้แล้วสินะที่เราต้องจากที่นี่กลับไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงและวิถีชีวิตเดิมๆ ของเมืองหลวงเช่นเคย สภาพอากาศวันนี้ดูไม่ค่อยสดใสเท่าไรนัก มันคงเหมือนกับจิตใจของเด็กๆ และครูที่เศร้าหมองกับการจากลาที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า .......ครูล่ำลาลูกศิษฐ ล่ำลาหงะเอ หงะปา ที่ให้พวกเราได้มาอาศัยอยู่ด้วย
ภาพเด็กๆ ที่ต่างวิ่งล้อมหน้าล้อมหลังครูเพื่อให้ได้อยู่ใกล้ชิดกะเค้ามาที่สุดก่อนที่จะลาจากกัน...มันอาจดูสับสนแต่อย่างน้อยก็สื่อถือความผูกพันธ์ที่เค้ามีให้กับครูแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆได้ แล้วเวลาแห่งการเรียนรู้มุมหนึ่งในสังคมไทย ของเราก็สิ้นสุดลง.....เมื่อมาถึงปลายทางกรุงเทพในเวลา05.30 น. ของวันใหม่ด้วยการบริการที่อบอุ่น.... ......ลาก่อนครูบ้านนอก(ชั่วคราว) ....และตอนรับกลับสู่โลกแห่งการทำงานประชาสัมพันธ์...อีกครั้ง
บอกลาPR.เป็นครูอาสาบนดอย (ชั่วคราว)2ตอน...กรู..กูรู้...ครู...ไม่ง่ายอย่างที่คิด...
คืนแรกก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี .....เริ่มเช้าวันใหม่กับแสงสีส้มที่ทาทาบเหลี่ยมเขา....(ที่เราไม่ได้มีโอกาสไปยลโฉมเลยเพราะมัวแต่ดูแสงสีส้มในครัว ที่กำลังส่องกระทบกับก้นกระทะในครัวอยู่นั้นเอง .....อ้อลืมบอกไปว่ากับข้าวอะเราทำเองได้นะ แต่สำหรับการก่อไฟและหุงข้าวเนี้ยต้องขอบคุณ หงะเอ (แม่) หงะปา (พ่อ) ที่บ้าน มากๆๆเลยไม่อย่างนั้นมีหวังครูบ้านนอกอยู่เราคงอดข้าวเป็นแน่ ก็แหมไม่มีมี เตาติ้ง กะ หม้อปลั๊กให้เรานี่น่า ........ หลังจากข้าวเช้าเม็ดสุดท้ายตกถึงท้อง.......วิญญาณแห่งความเป็นครูก็เข้ามาเยือน ................(อย่างกะหนังผีเลย) เราไปเข้าแถวเคารพธงชาติร่วมกับนักเรียนและเริ่มทำการเรียนการสอน .....โดยการแบ่งฐานการเรียนรู้ออกเป็น 3 ฐาน และ ให้นักเรียนสลับหมุนเวียนกันไป สำหรับกลุ่มของเราหรือฐานของเราคาบแรกเราได้นักเรียนที่เป็นเด็กผู้หญิงและเด็กเล็ก ๆ บรรดาครูบ้านนอกมือใหม่ก็เริ่ม....สอน .....ด้วยการให้เด็ก ๆ ขีดๆ เชียน ๆ ระบายสี แรกๆๆ เค้าก็เขิน และไม่กล้า ..บางคนก็เล็กเกินกว่าจะวาดได้ บางคนก็ไม่รู้จะวาดอะไรในขณะที่ครูมือใหม่ก็ไม่รู้จะสอนอะไรเพราะอุปกรณ์และสื่อการสอนที่เตรียมมามันเยอะมาก จนไม่รู้ว่าเด็ก ๆเค้าจะรับอะไรได้บ้าง ....แต่สุดท้ายมันก็ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ศิลปะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการเชื่อมโยงและสะท้อนวิธีคิดของพวกเราได้ แม้ว่าจะไม่สวยงามตามหลักการแต่มันก็งดงามในมุมของเค้า จากเด็กเล็กๆ ก็มาหมุนมาเป็นเด็กผู้ชาย เราก็ต้องปรับกลยุทธ์ในการสอนใหม่เพราะดูท่าทางผู้ชายจะเอาการอยู่ อะไรหละที่เด็กผู้ชายชื่นชอบ...มันทำให้ครูมือใหม่อย่างเราต้องหยุดคิด ...(เหมือน อิ๊กคิวซังเลย ....ใช้หมองนั่งมาธิ) ความเงียบสงบ....นำพาปัญญาเกิด..เราจึงใช้ดินน้ำมันและภาพจิ๊กซอลล์ที่มีอยู่ให้เด็กๆ แบ่งกลุ่มและปั้นดินน้ำมันโดยต้องสร้างสรรค์ให้เป็นเรื่องราว..... เส้นเล็กเป็นพี่ชายของเส้นใหญ่เด็กชาวลาลู่นักเรียกของเรา เส้นเล็กเป็นผู้นำกลุ่มในการนำเสนอเรื่องราวที่เกิดจากดินน้ำมันที่ปั้นแต่ขึ้นนำมาร้อยเรียงได้อย่างน่าประทับใจ “ วันหนึ่งมีผู้ชายคนหนึ่ง ขะรถ วิ่งไปตามถนนไปเที่ยวที่สวนสัตว์ เขาเห็นงูออกไข่ 2 แก่น เห็นนกกำลังกินอาหาร เห็นและควาย” นี่คือสิ่งเล็กๆ น้อย ๆที่แสดงให้เห็นถึงจินตนาการอันกว้างไกล้ของเค้าเราจะเห็นว่าภาพที่เค้าสร้างกะเรื่องราวของเค้านั้นมันมีรายละเอียดหรือมุมเล็กๆ ที่แฝงไว้ด้วย เช่น งูออกไข่ 2 แก่น (ก็คือคำว่า “ฟอง” ) มากลุ่มสุดท้ายเป็นกลุ่มผู้หญิงที่โตขึ้นมาหน่อย และก็มีหงะเอ หรือบรรดาแม่ ๆ ที่เราไปอาศัยบ้านเค้ามาร่วมเรียนด้วย เราก็ต้องปรับบรรยากาศในการสอนใหม่เช่นกัน กลุ่มนี้จะทำอะไรดีน้า ......อ้อก็ให้วาดรูปสิทำการ์ดสำหรับตกแต่บอร์ดของโรงเรียน ซึ่งก็ได้ผล เค้าให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และบรรดาครูมือใหม่ทั้งหลายก็ไม่ต้องเหนื่อยกับการจับปูใส่กระด้งด้วย …เฮ...แล้วงานสอนก็สิ้นสุดลงไปอย่างด้วยเร็ว แหมกำลังสนุกอยู่เลย ช่วงบ่ายๆ วันนี้ครูมือใหม่ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มเพื่อทำการจัดบอร์ดแสดงผลงานและจับเด็กๆ อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายที่ธารน้ำข้างหลังหมู่บ้าน เราเลือกที่จะอยู่ทำบอร์ดอันที่จริงขี้เกียจเปียกน้ำ... เด็กๆ อาบน้ำเสร็จแล้วก็มา วนเวียน ลัดเลาะ เกาะรั้ว แอบดูพวกบรรดาครูว่าทำอะไรกับห้องเรียนของเค้ากันอยู่ อ้อลืมบอกว่าที่นี่ มีห้องเรียนห้องเดียวที่ใช้การเรียนรวม โดยจะแยกเป็นโซนไว้ว่า โซนไหนของวิชาอะไร อ้าหละแล้ว...ห้องเรียนก็ถูกแปลงโฉมด้วยฝีมือบรรดาครูมือใหม่อย่างงดงามตามความเหมาะสมของอุปกรณ์ที่มีจนเสร็จ เด็กๆเริ่มคืบคลานเข้ามาภายในห้องและเดินดูด้วยความสนใจ ในขณะที่บรรดาครูมือใหม่เองก็ปราบปลื้มใจกับผลงานของตัวเองจนอดถ่ายรูปกะผลงานของตัวเองไม่ได้ ........ ยังไม่จบโปรดติดตามอ่านตอนต่อไป.......ไปอ่านด้วยนะไม่อย่างนั้นขอให้ท้องเสียด้วย 5555555
บอกลาPRเป็นครูอาสาบนดอย(ชั่วคราว)ตอน เธอกับฉันเมื่อวันแรกพบ...
หลังจากที่สับสนกับการต้องตัดสินใจว่าจะไปหรือไม่ไปเป็นครูบ้านนอกที่เชียงรายอยู่นานเกือบอาทิตย์ .....เพราะอยากให้เพื่อนผู้ร่วมอุดมการณ์ที่ตั้งใจจะไปได้ร่วมเดินทางไปด้วยแต่สุดท้ายเพื่อนก็ติดธุระไม่สามารถไปกะเราได้ จึงทำให้เราเกิดความสับสนว่าจะเอาอย่างไรดีกับ 2 ชีวิต(เรากะเพื่อนผู้ตั้งใจอีก1คน) ที่เหลืออยู่ นั่งคิดนอนคิด ทำงานคิดอยู่นานเกือบสัปดาห์ สุดท้ายก็ตัดสินใจได้...........ว่า.......มีเพียงเท้าเราเท่านั้นที่จะพาเราก้าวเดิน...และเราก็จะเดินต่อไปด้วยสองเท้าของเรา....... ทันที่ที่ตัดสินใจเพื่อนๆ สมาชิกทั้งที่มีจิตศรัทธาทั้งหลายก็เสาะแสวงหา...อุปกรณ์สื่อการสอน บางก็ขน ขนม นมเนย มาให้เรากันอย่างจริงใจ บางคนก็สนับสนุนเป็นเงินเพราะสงสารเราที่ต้องหอบข้าวของไปเยอะแยะ....เพื่อนร่วมงานบางคนมีจิตใจดีมากเป็นห่วงถึงขนาดโทรมาถามไถ่กับทางมูลนิธีที่จัดงานว่าเราจะลำบากแค่ไหน มีเจ้าหน้าที่มารับอะเปล่า เล่นเอาเราซาบซึ้งใจไปเลย บางคนก็ต่อว่าที่ไม่ยอมชวนเค้าไม่อย่างนั้นเค้าก็จะได้ไปด้วย .... แล้วการเดินทางก็เริ่มขึ้นช่วงเย็นวันที่ 30 เมษายน เพื่อนผู้ใจดีของเราได้ขับรถขนของและอุปกรณ์จากผู้มีจิตศรัทธามาส่งเราที่อู่วัดเสมียน ....เรามาขึ้นรถที่นี่เพราะเราเลือกใช้บริการของสยามเฟริส์ทัวร์ (อันนี้ไม่ได้ค่าโฆษณานะจ๊ะ) แต่ว่าเชื่อเพื่อนเห็นบอกว่าเป็นบริษัทที่ดีสุดแล้วและมันก็น่าจะปลอดภัยที่สุดสำหรับสองสาวอย่างเรา..และมันก็เป็นจริงอย่างที่เค้าบอก ..... รถคันที่เรานั่งเป็นรถ 2 ชั้นที่แสนจะสะดวกสบายจริงๆ หลับๆ ตื่นๆ มาตลอดเส้นทาง 6 โมงเช้าของวันใหม่เราก็มาถึงบขส.เชียงราย..บขส.ที่นี่ขนาดไม่ใหญ่มากนักออกจะคับแคบไปด้วยโดยเพราะห้องน้ำ มันเล็กและไม่ค่อยสะอาดเท่าที่ควรแต่เราก็ต้องทำใจใช้บริการทำภารกิจเรียบร้อยแล้วก็เราก็ไปหาร้านยอดอิต( ร้าน 7-11)เพื่อเติมคาแฟอีนให้กับเลือดและเติมพลังให้กับร่างกายด้วยโจ๊กที่แสนจะไร้รสชาดแห่งความอร่อย... เรานั่งรอเพื่อนสมาชิกครูบ้านนอกที่กำลังเดินทางมาอยู่ข้างป้อมยาม สห. บริเวรบขส.ได้สักพักเราก็เห็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งเดินเข้ามารอใกล้ๆ กับเราเค้ามาคนเดียว .....ฉากแห่งการสนทนาก็เริ่มขึ้นทันทีเมื่อรอยยิ้มที่มุมปากจายหายไป.....ปัทม์เป็นหนุ่มสจ๊วดประจำสายการบินวันทูโก ที่ใช้เวลาว่าง(หรือว่าเบื่อจากงานก็ไม่รู้)มาทำอะไรที่แปลกออกไปแต่มีคุณค่าให้กับสังคม ...เราคุยกันได้สักพักใหญ่เหมือนรู้จักคุ้นเคยกันมานาน....ไม่นานนักก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาและถามว่า “ นี่ใช่ที่จะไปเป็นครูบ้านนอกใหม? ” ปัทม์ตอบเธอว่า “ ใช่ครับ” แล้วพวกเราก็นั่งลงเพื่อนเริ่มการสนทนาต่อไปอย่างสนุกสนานเหมือนรู้จักมักจี่ คุ้นเคยกันมานาน.... อ้อลืมบอกว่าผู้หญิงคนนั้นเธอชื่อ “พี่ท่อน” พี่ท่อนทำงานโรงงานแถวๆ สวนสามพราน เธอตัดสินใจเดินทางมาที่นี่เพียงคนเดียวแม้จะมีเสียงจากคนรอบข้างคัดค้านกับการเดินทางครั้งนี้แต่เธอก็เด็ดเดี่ยวและตั้งใจจริงๆน่าทึ่งมากทีเดียวเราเสียอีกที่กว่าจะตัดสินใจมาได้นานเชียว............ ไม่นานนักสมาชิกผู้มีจิตเป็นกุศลและศรัทธาในงานอาสาก็มาพร้อมหน้าค่าตากัน...โดยมีครูจะเด็ดเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิกระจกเงามาให้การตอนรับ และพาพวกเราไปนมัสการอนุเสาวรีย์ของพ่อขุนเม็งรายเจ้าผู้ครองนครเชียงรายในอดีต ...ก่อนที่จะนั่งรถต่อไปที่มูลนิธิกระจกเงาเพื่อเตรียมการเดินทางและแนะนำตัวให้รู้จักกันผ่านกิจกรรมและเกมส์ที่สร้างสัมพันธ์ภาพและเรียกเสียงหัวเราะและความสนุกสนานให้กับบรรดาสมาชิกได้เป็นอย่างดี ที่นี่เราได้พูดคุยกันเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ระหว่างที่อยู่บนดอย รวมไปถึงการจัดแบ่งกลุ่มเพื่อเข้าพักบ้านของเด็กๆ ด้วย นี่มันแค่เป็นจุดเริ่มเท่านั้นที่..เพราะนับจากนี้คือว่าจริงที่เหล่าบรรดาสมาชิกครูบ้านนอกรุ่น 103 จะได้พบเจอ รถเคลื่อนตัวออกจากมูลนิธิไต่ระดับไปเรื่อยตามเส้นทางที่คดเคี้ยวของยอดเขาเพื่อมุ่งหน้าสู่หมู่บ้าน จ๋อ ต. ดอยฮ้าง ....แต่พวกเราไม่โชคดีอย่างนั้นเพราะรถ 6 ล้อที่ขนพวกเราไปนั้นไม่สามารถวิ่งไปส่งพวกเราถึงหมู่บ้านได้เพราะทางลาดชันเกินกว่าจะขึ้นได้ เราต้องลงถ่ายเสบียงอาหารและข้าวของไปยังรถกะบะคันเล็กๆ ส่วนครูบ้านนอกกว่า 25 ชีวิตก็ต้องเดินไปตามเส้นทางกว่า 2 กิโล เค้าบอกว่าอย่างนั้นแต่เมื่อเดินจริงๆ แล้วเราว่ามันเกินนั้นอะ เพราะเล่นเอาเหนื่อยหอบหมดแรงไปตามๆ กัน เมื่อเด็กเลือกครูเข้าบ้านแล้วเราก็แยกย้ายกันเข้าบ้าน..นับว่าเราโชคดีแกมโกงเอามากๆ เพราะเล่นใช้วิธีการเสนอตัวให้น้องเค้าเลย เราก็เลยได้บ้านเด็กที่เป็นลูกของ สอบต.(สมาชิกองค์การบริการส่วนตำบล) ซึ่งถือว่าเป็นบ้านที่ไฮโซหลังหนึ่งเลย เพราะมีโทรทัศน์สี มีเตาแก๊ส ด้วย อ้อลืมบอกไปว่าที่นี่เค้ามีไฟฟ้าใช้กันแล้วนะ แต่เป็นไฟฟ้าที่มาจากธรรมชาติผ่านแผงวงจรโซล่าเซลล์งัย และก็มีระบบประปาใช้ด้วยนะ ที่เรียกว่าปะปาภูเขาอะ แล้วเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังก็แล้วกันว่ามันเป็นอย่างไรประปาภูเขา ที่บอกว่าบ้านเราไฮโซก็เพราะว่าช่วงเย็นๆจะมีผู้คนจากบ้านใกล้เรือนเคียงมานั่งดูละครทีวีบ้านเราเป็นจำนวนมาก หรือไม่ก็เสาร์อาทิตย์จะมีเด็ก มารอดูสังข์ทองด้วยนะ บางวันเราก็ต้องรอให้ละครจบก่อนเราถึงจะนอนได้เพราะที่เรานอนอะเป็นที่ดูทีวีของเค้า อ้อ สำหรับสมาชิกบ้านเรานั้นก็ ประกอบไปด้วยน้องก้อย น้องฮิลล์และเราเอง ซึ่งอันที่จริงแล้วกฏของค่ายจะต้องให้คนที่ไม่รู้จักกันอยู่บ้านเดี๋ยวกันแต่สำหรับเราต้องขอแหกกฏเพราะเรารู้จักกะก้อย แต่ต้องอยู่ด้วยกันเพราะเหตุผลที่อุปกรณ์อาบน้ำเราใช้ชุดเดียวกัน ก็ต้องขออภัยผู้คุมกฏและสมาชิกครูด้วยหละกันนะจ๊ะ สำหรับคืนแรกของที่นี่หลังจากที่ได้เข้าบ้านและจัดเตรียมอาหารเย็น (อาหารมื้อแรกของบ้านจะจ่อ ก็คือ...ต้มจืด หมูยอทอด กุนเชียงทอด และผัดผัก และน้ำพริมหนุ่มที่แสนจะอร่อย 55555 ) แล้วเราก็อาบน้ำ(อ้อลืมบอกว่าเค้ามีห้องน้ำแล้วนะ แม้ว่ามันจะไม่สวยหรูเหมือนในเมืองแต่ว่าอย่างน้อยมันก็พอที่จะปิดบังเราได้) เพื่อไปร่วมกิจกรรมรอบกองไฟในยามค่ำ เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบรรดาครูบ้านนอกทั้งหลายและเด็กๆ รวมไปถึงชาวบ้านด้วย หลังกองรอบกองไฟเราก็ได้เรียนรู้ความเป็นมาของหมู่บ้านกัน ที่บ้านจะจ๋อเป็นหมู่บ้านเล็ก มีประชากรประมาน 1,950 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่าลาหู่ ที่นับถือศาสนาพุทธ-ผี ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาน 46 กิโล อาชีพส่วนใหญ่ของที่นี่ก็คือการทำไร่ ทำนา บางบ้านก็เลี้ยงสัตว์ รายได้ต่อปีตกอยู่ที่ 7000 บาท ซึ่งดูเหมือนจะน้อยมากๆ ดีนะเนี้ยที่ไม่ต้องเสียค่าไฟ ค่าน้ำ นะจ๊ะ …เอาหละเติมอาหารสมองเกี่ยวกับเรื่องราวของหมู่บ้านกันมาพอสมควรแล้ว ค่ำนี้ก็บ้านใครบ้านมันนะ ใครอยู่คอนโดสูงก็ปีนไปนะ ไม่ต้องมาอิจฉาเราน้า.....อ้อลืมบอกว่างัยก็อย่าลืมสวดมนต์ก่อนนอนนะจ๊ะเพราะเค้านับถือพุทธ-ผี.....ฮือ กู๊ ๆ กรู๋ ยังไม่จบโปรดติดตามอ่านตอนต่อไป.......ไปอ่านด้วยนะไม่อย่างนั้นขอให้ท้องเสียด้วย 5555555 |
|
|