อนุรักษ์ さんのプロフィール:)v;**pooa_rumc3's spaceフォトブログリスト ツール ヘルプ

ブログ


4月4日

เกาะมันนอก....ที่ไม่อยู่นอกใจ

เกาะมันนอก....ที่ไม่อยู่นอกใจ

 

            หลังจากที่ฝ่าฝันอุปสรรคในการจัดประชุม จนต้องสูญเสียน้ำตากันมาแล้วพวกเราชาว HA   ก็ได้มีโอกาสไปพักผ่อนกันที่เกาะมันนอก  จังหวัดระยอง 

                เราออกเดินทางกันจากออฟฟิตเวลา 7.00 น. ซึ่งงานนั้ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ที่พวกเรากว่า 50 ชีวิต สามารถมาได้ทันเวลา ทำให้ล้อสามารถหมุนออกจากร่มไม้ใต้ตึกกรมแพทย์ 6 ได้ ตรงเวลาตามไปด้วย   แต่น่าเสียดายที่การจราจรบ้านเรามันค่อยเอื้ออำนวยเท่าไร จึงทำให้พวกเรามาติดกับดักของการจราจรบนท้องถนนเสียนาน...... รถวิ่งมาได้สักระยะ    คุณไกด์ก็เริ่มเข้ามาพูดคุยทำความรู้จักและเล่นเกมส์เพื่อให้ผู้ร่วมเดินทางได้ผ่อนคลายความเครียดจากการเดินทางและได้รับความสนุกสนานไปตลอดการเดินทาง        เมื่อรถวิ่งมาถึงบ้านเพพวกเราก็แวะพักกินข้าวกลางวันที่ร้านเจียวโภชนา ......(บ้านเพ )...... เมื่ออิ่มหนำสำราญกันแล้ว  ก้อมุ่งหน้าสู่ท่าเรือแหลมตาล หรือ อ่าวมะขามป้อม    เพื่อรอขึ้นเรือของรีสอร์ทที่นี่บรรดาสาวสวยและไม่สวย    ตลอดจนผู้อาวุโสและไม่อาวุโสต่างก็สนุกสนานกับการถ่ายภาพ  บางก็ลงไปถ่ายกะเรือประมงของชาวบ้าน   บ้างก็ไปถ่ายปลาของชาวประมงที่ตากอยู่บนที่ตาก.....บางคนก้อแอบไปถ่ายวิวทิศน์ที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้น    สำหรับกลุ่มของเราก็แลกที่จะถ่ายรูปแบบไม่ต้องใช้แรงงานมากเพราะพวกเราเล่นนั่งปักหลักอยู่ร้านขายอาหารตามสั่ง .....ไม่ต้องคิดนะว่าพวกเราจะกินข้าวอีก ไม่ใช่เลย ....เรานั่งนิ่งเป็นอนุเสาวรีย์สลับกับเพื่อนๆ ถ่ายรูปกันเองอยู่จ้า

                เมื่อลงเรือได้เราก็ปลีกตัวออกมานั่งกันบริเวณหลังเรือ  เพราะดูเหมือนว่าอากาศจะโปร่งสบายกว่าด้านหน้าเยอะ  ...เรือวิ่งไปประมาณ 45 นาทีก็มาถึงเกาะมันนอกแล้ว  เกาะมันนอก เป็นเกาะเล็กๆ เกาะหนึ่งในที่อยู่ในหมู่เกาะมัน ที่ตั้งเรียงกันอยู่ในอ่าวแกลง จังหวัดระยอง  ประกอบไปด้วยหมู่เกาะต่างๆ  3  ส่วนด้วยกันคือ   เกาะมันใน เกาะมันกลาง และเกาะมันนอก      มีพื้นที่รอบๆ บนเกาะประมาณ 95 ไร่    บริเวณหน้าหน้าของตัวเกาะ   ซึ่งเป็นทิศใต้และทิศตะวันออกจะมีโค้งหาดทรายเล็กๆ    และยังมีปะการังน้ำตื้นที่นักท่องเที่ยวสามารถไปชมความงามของโลกใต้ทะเลได้      ด้วย        นอกจากนี้นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการเดินป่าศึกษาธรรมชาติก็สามารถเดินรอบเกาะเพื่อ

ชมทิวทัศน์อันสวยงาม  และความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ทางทะเลได้โดยใช้เวลาในการเดินรอบเกาะประมาณ 1 ชั่วโมง 

                พูดถึงห้องพักของพวกเรานิดนะ  ห้องที่เราพักเป็นห้องขนาดใหญ่พวกเรานอน 6 คนเรียกว่าครบองค์ประชุมเลย  ที่นอนก็เป็นเตียงเดี่ยว ทั้ง หมด 3 เตียง  ห้องน้ำ 2 ห้อง ขอบอกว่าห้องน้ำอยู่ห่างจากที่นอนพอสมควรและต้องปีนบันไดขึ้นไปด้วยนะ แต่ห้องสวย...นะจะบอกให้ ...

เราเข้าห้องและเปลี่ยนเสื้อเพื่อมาเล่นเกมส์กันต่อที่ริมหาด .....ตอนนี้เรามีชื่อทีมของเราแล้วนะ ชื่อว่า หอยแม้น สำหรับเกมส์การแข่งขันวันนี้คือเกมส์ชักคะเย่อ  กะเกมส์ลูกเลี้ยงลูก ซึ่งแน่นอนทีมเราชนะลอยลำจ้า

                เรามีเวลาเหลือหลังจากที่เล่นเกมส์เสร็จแล้วก็คือเวลาว่างที่ใครจะทำอะไรก็ได้ บางก็เลือกที่จะเดินเที่ยวรอบเกาะ แต่พวกเรามันพวกบ้า ....บ้าน้ำ  ...ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ บ้านเล่นน้ำเป็นชีวิตจิตใจ  กะบ้ากลัวน้ำเป็นชีวิตจิตใจ แต่ไม่รู้งัยถึงมาอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องนัดหมาย...คนบ้าเล่นน้ำก็ไปเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน ส่วนคนบ้ากลัวน้ำก็ข่มความกลัวเพื่อที่จะรักษาตัวเองให้หายบ้ากลัวน้ำด้วยการฝึกหัดว่ายน้ำจากคนบ้าเล่นน้ำทั้งหลาย...จนสามารถลอยตัวได้ ซึ่งก็ถือว่าการรักษาครั้งนี้สำเร็จไปได้ในระดับหนึ่ง

                อาหารมื้อเย็นของที่นี่เป็นอาหารแบบบ้านๆ เช่น  ไก่ทอด  ไข่เจียว  ผัดผักใส่กุ้ง ต้มยำกุ้ง ปลาทอด   แต่อร่อยมากนะ    ซึ่งเราเองก็ไม่แน่ใจว่าเพราะความหิวหรือเพราะว่ามันอร่อยจริงๆ  พวกเราเทียวเติมอาหารอยู่หลายรอบเลยหละ   เมื่อท้องอิ่มก็เริ่มง่วง....แต่อย่างคิดเชียวนะว่าจะได้นอนเลย พวกเรายังมีกิจกรรมโชว์ความอึ๋มกันต่อ 55555 อย่าคิดลามกเด็ดขาดว่าพวกเราจะมาโชว์กัน....เพราะมันไม่ใช่อย่างที่คิดนะ  มันเป็นกิจกรรมเปิดอกสนทนากันระหว่างสมาชิกชาว HA  ทั้งหลายนั้นเอง ซึ่งกว่าจะผ่านการโชว์ชุดนี้ไปได้เล่นเอาใครหลายคนสลบสไล...ไปตามๆกัน...ต่ำหรับพวกเรากิจกรรมมันยังไม่จบแค่นั้น    เพราะเรามีคอร์สเร่งด่วนสอบคณิตคิดเร็วรออยู่ด้วย ก็แหมจะยกเลิกได้อย่างไร   เพื่อนเค้าเตรียมตัวกันมาอย่างดีว่าจะมาสอบวัดความรู้และวัดดวงกันที่นี้งัยก็ต้องจัดสอบอย่างแน่นอนงานนี้ก็มีทั้งพวกสอบได้สอบตก  แต่ที่แน่ๆ  เราเองอะสอบตกแย่จังเลย .............

                เริ่มเช้าวันใหม่กับการโพสท่าเป็นนางแบบ  และเป็นช่างภาพในคราวเดียวกัน จนเวลา        7 โมงเช้าพวกเราก็ไปต่อด้วยข้าวต้มกุ้งกะปลาหมึก และกาแฟที่ไร้ขนมปัง ...(ว่าแล้วก็คิดถึงขนมปังที่บ้านจัง ) ......เมื่อท้องอิ่มแล้วเรือก็มารอรับสมาชิกบางส่วนที่แยกวงไปดูเต่าทะเลที่เกาะมันใน  ...... ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก....สำหรับพวกเรามันเป็นคนบ้าเล่นน้ำเราก็เลยเลือกที่จะอยู่ที่เกาะเพื่อดำน้ำดูปะการังกัน     หลายคนในกลุ่มอาจจะไม่คุ้นกะการดำน้ำแต่หลังจากทริปนี้แล้วเชื่อแน่ว่าจะรักและชอบการดำน้ำเป็นอย่างแน่นอน 

                ดำผุดดำว่ายท่ามกลางแสงแดดตอนสายๆ ที่ร้อนกำลังพอดีๆ กันอยู่สักพักพวกเราก็ขึ้นมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า.... ตั้งใจว่าจะเดินเที่ยวรอบเกาะกันต่อ .......ออกเดินไปได้สักระยะแวะถ่ายรูป  โพสท่ากะ หินริมทะเล  ไปเรื่อยๆ ......ก็มาถึงหนทางวิบาก(ของคนบางคน) ที่ต้องป่ายปีนเชื่อก 1 เส้น เพื่อข้ามไปยังอีกฝากของเกาะ .....แต่แล้วพวกเราก็เปลี่ยนใจด้วยความที่เป็นห่วง สว. ผู้ร่วมเดินทางไปด้วย เราจึงหันกลับทางเก่าแทน   

                วันนี้หลังจากทานอาหารกลางวันแล้วพวกเราก็เตรียมตัวเก็บข้าวของออกจากห้องเพื่อที่จะเดินทางกลับ  ในระหว่าที่รอเรือที่จะมารับในเวลาบ่าย  3 โมง  พวกเราก็เปิดสอบคณิตคิดเร็วอีกรอบ

ซึ่งดูเหมือนรอบนี้ครูผู้คุมสอบท่าทางจะแย่ เพราะผู้เข้าสอบทำคะแนนได้สูงกันเชียว .......

                แล้วเวลามันก็ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว  โดยเฉพาะช่วงเวลาแห่งความสุข ............ เราหันกลับไปมองเกาะมันนอกอีกครั้งก่อนบอกลาด้วยเสียงกระซิบในหัวใจ ( ไม่อยากบอกเสียงดังเดี๋ยวเพื่อนๆจะได้ยิน) ว่า......สักวันฉันจะกลับมาหาเธออีกครั้ง เธอที่เต็มไปด้วยความงดงามและความสุขที่มาเติมเต็มเสี้ยวหนึ่งในชีวิตฉัน.....ลาก่อนเกาะมันนอก....ที่ไม่อยู่นอกใจ..................

                                                                       

 


 

 

 

4月3日

บทพิสูจน์แห่งความสำเร็จ

13  กุมภาพันธ์ 2551  วันนี้อาจจะเป็นวันดีของอีกหลายๆ คนอย่างน้อยก็ เป็นวันดีของแม่ค้าขายดอกไม้ เพราะพรุ่งนี้คือวันวาเลนไทม์      แต่สำหรับเราแล้ววันนี้ถือว่าเป็นวันที่ยิ่งใหญ่และคือบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นว่า ลูกผู้หญิงคนหนึ่งก็สามารถที่จะทำความฝันและความตั้งใจของตนเองให้สำเร็จได้    ถึงแม้ว่าเส้นทางที่เดินมานั้นมักจะมีอุปสรรคกวากหนามขวางกั้นมากมายก็ตาม  ไม่ว่าจะต้องล้มลุกคลุกคลานมากี่ครั้ง  แม้จะเศร้าโศกซักเท่าไร แต่วันนี้เราก็สามารถเดินผ่านพ้นมันมาได้อย่างภาคภูมิ

                เคยคิดเหมือนกันว่าจะมีวันนี้หรือไม่ในยามที่ท้อแท้  แต่แล้วก็ได้กำลังใจจากคนที่เรารักและรักเรามากที่สุด มาทำให้เราลุกขึ้นสู้อีกครั้ง   ขอบคุณท่านทั้ง 2 เป็นอย่างมาก   ขอบคุณอาจารย์ที่ปรึกษาที่แสนน่ารักของเราทั้ง 3 ท่านที่คอยให้คำแนะนำ   ให้คำปรึกษาเป็นอย่างดียิ่ง   ขอบคุณเพื่อนๆ ที่ร่วมฟันฝ่าอุปสรรคมาด้วยกันและเพื่อนผู้ร่วมงานที่มีน้ำใจในการช่วยเหลือลงพื้นที่เก็บข้อมูลตลอดจนเพื่อนๆ ที่ช่วยเหลือในด้านอื่นๆ ด้วยอาทิ ช่วยตรวจความถูกต้องของการแปลภาษาอังกฤษ  ช่วยถอดเทป และช่วยให้กำลังใจทางสายตาก็ตาม

                วันนี้เราเดินทางมาถึงฝั่งได้ แต่ไม่เคยมีสักวันที่เราจะลืมเค้าเหล่านั้นเลย.................ด้วยความรักและจริงใจ   ทางข้างหน้าของชีวิตจะเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ได้ แต่ด้วยความตั้งใจหากสักวันมีโอกาสเราก็จะเดินต่อไปให้ถึงปลายทางสุดท้ายที่ ... PHD…  หวังว่ากำลังใจที่เคยให้เราเหล่านั้นและไฟในตัวของเราคงไม่จางหายไปเสียก่อนนะ .....ขอให้กำลังใจเหล่านั้นเป็นกำลังใจของคนรัก ที่มุ่งมอบความรักที่ยั่งยืนให้กัน  โดยไม่ปรารถนาอะไร ....เพียงแค่ให้เพราะใจอยากให้   ด้วยใจที่แสนจะบริสุทธิ์ ตราบนานแสนนาน....

4月2日

เดินตาม.....ฝันที่เมืองปาย – แม่ฮ่องสอน (2 )

เช้าวันใหม่  ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ ...ของเมืองปาย วันนี้เราตื่นนอนกันแต่เช้าเพื่อเดินทางมุ่งหน้าสู่ ถ่ำ  ถ้ำลอด   ในเขตอำเภอ ปางมะผ้า ที่เกิดจากการกัดเซาะของลำน้ำ ที่นี่เราจะไปชมความงดงามของชมหินงอกหินย้อยที่ยังมีชีวิต และไปสัมผัสกับแหล่งโบราณคดีดินแดนมนุษย์ก่อนยุคประวัติศาสตร์ซึ่งเป็น 1 ใน Unseen Thailand ด้วยนะ  พวกเราเข้าไปชมถ้ำด้วยการนั่งแพไม่ไผ่เข้าไปมีชาวบ้านเป็นไกด์นำทาง ซึ่งถ่ำแห่งนี้จะมี 3 ส่วนด้วยกันคือ ส่วนที่ 1 เป็นห้องเสาหิน  และส่วนที่  2 เป็น ถ้ำตุ๊กตา  จะมีหินงอกหินย้อยท่คล้ายกับตุ๊กตาอยู่เป็นจำนวนมาก  และส่วนที่ 3 ที่เราไม่ได้เข้าไปกันเนื่องจาก เวลา มีจำกัด ก็คือ ถ่ำผีแมน ( แต่เราก็เคยเข้าไปแล้ว เมื่อครั้งก่อนที่มากะช่างภาพส่วนตัวงัย)  ที่ส่วนนี้จะมีโลงศพขนาดใหญ่และยาวตั้งวางเรียงรายอยู่มีข้าวของเครื่องใช้ของผู้ตายวางอยู่ด้วยเช่น  หม้อข้าวดินเผา   สร้อยลูกปัด เก่าๆ ฯลฯ

                จากถ่ำลอดเราก็เดินทางต่อไปยัง  ถ้ำปลา ซึ่งเป็นถ้ำใต้เชิงเขา มีธารน้ำไหลออกมาจากถ้ำตลอดทั้งปีบริเวณปากถ้ำเป็นวังน้ำกว้างประมาณ 2  เมตรสามารถมองเห็นฝูงปลาขนาดใหญ่ มีสีดำเทา อมฟ้า เรียกว่า ปลามุงหรือพลวง ภายในถ้ำจะมีปลาดังกล่าวอยู่เป็นจำนวนมาก    ที่สำคัญที่นี่ร่มรื่นมากต้นไม่ใหญ่ๆเยอะดี  กาแฟก็อร่อย แต่ราคาสูงไปนิดและก็ต่อคิวนานไปหน่อย หรืออาจจะเป็นเพราะว่ามีนักท่องเที่ยวเยอะด้วยก็ได้   พวกเราแวะรับประทานอาหารกลางวันที่นี่  หลังจากกินข้าวอิ่มแล้วก็เดินช๊อปปิ้งสินค้าพื้นเมืองกันต่อ...เมื่อได้เวลารถออกก็มีการปรับโปรแกรมกันเล็กน้อย  เดิมรถจะต้องพาเราไปปางอุ๋ง  แต่เนื่องจากระยะเวลามีจำกัดและระยะทางก็ไกลและขึ้นเขาลำบาก พวกเราจึงตัดโปรแกรมปางอุ๋ง ออก และมุ่งหน้าไปที่ภูโคลนแทน 

                ที่ภูโคลนพวกเราก็ไปนอนพอกหน้าด้วยโคลนจากธรรมชาติอย่างสบายอารมณ์ ผู้ร่วมเดินทางบางคนเลือกที่จะใช้บริการนวดตัวควบคู่ไปกับการนอนพอกหน้าต่อไปด้วย ( เช่นเดียวกะคุรไกด์บอย ที่แอบอู่งานไปนอนพอกหน้าและให้เค้านวดอย่างสบายใจจนหลับไปหลายตื่นเลย) แต่สำหรับพวกเรา 4 สาวแล้ว  การนวดในเวลานี้อาจจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไรพวกเราจึงเลือกที่จะเดิน

ซ๊อปปิ้งดีกว่า ...เอาเงินออกจากกระเป๋าซะหน่อยเผื่อว่าจะตัวเบาขึ้น...5555555

                หน้าผ่องใส่กันแล้วพวกเราก็เดินทางไปทำจิตใจให้ผ่องใส่กันต่อ .........เราไปนมัสการพระธาตุดอยกองมูซึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดแม่ฮ่องสอน  สำหรับการไหว้พระธาตุดอยกองมูนั้น  นิยมทำโดยถวายปัจจัยตามศรัทธากำลังเงินและเดินไปหยิบพานดอกไม้ที่ประกอบด้วย ไม่สะพาน 2 อัน อันวางเป็นฐานอยู่ล่างสุด  ซึ่งให้ความหมายว่า เป็นสะพานชีวิตช่วยต่อชีวิตให้ยืนยาว  ต่อมาเป็นไม้ค้าน ความหมายคือช่วยค้ำจุนชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัย  และบนสุดจะประกอบด้วยดอกไม้และธูปเทียน จากนั้นให้เดินรอบพระเจดีย์ทั้งหมด 3 รอบ และให้เดินไปหยุดไหว้ตามวันเกิดของคน  เพราะรอบๆ พระเจดีย์จะมีพระประทับประจำวันเกิดอยู่  เมื่อเวียนครบรอบก็นำพานดอกไม้ไปวางและกราบไหว้พระเพื่อขอความเป็นสิริมงคลให้เกิดแก่ตนเองและครอบครัว   ที่นี่พวกเราได้ร่วมกันทำบุญและปล่อยโคมลอยซึ่งชาวเหนือเค้ามีความเชื่อว่าหากปล่อยโคมลอยแล้วจะเป็นการสะเดาะเคราะห์ออกไปจะทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น    นอกจากนี้ที่นี่ยังสามารถชมทิวทัศน์ตัวเมืองแม่ฮ่องสอนในมุมสูงได้อีกด้วย แต่ว่าเราอะไปถึงพระธาตุก็หลังจากที่พระอาทิตย์ตกดินแล้ว ก็เลย มองอะไรไม่ค่อยเห็นเท่าไร นอกจากแสงไประยิบระยับของตัวเมืองซึ่งก๋สวยงามไปอีกแบบหนึ่ง 

                เราลงจากพระธาตุก็เข้าพักที่พัก.....อาบน้ำ.....แต่งสวยเตรียมตัวออกไปกินข้าวเย็นที่ร้าน

ใบเฟิร์น   อาหารส่วนใหญ่ที่นำมาเสริฟบนโต๊ะก็จะเป็นอาหารพื้นเมือง อาทิ  ใส้อั่ว  แคบหมู 

แกงฮังเล    ผัดผักกูดอร่อยมาก ๆๆ ฯลฯ    และที่น่าสนใจที่สุดบนโต๊ะอาหารมื้อนี้ก็คือ ขนม..

ขนมที่มีชื่อแปลกๆๆด้วยนะ  น่าสนใจมากเลย  ฟังดูจิ  ขนมเปมง  ขนมส่วยทะมิน และ ขนมอัลละหว่า  ( ไม่รู้เขียนถูกอะเปล่าแต่รู้สึกว่าเค้าออกเสียงแบบนี้อะ  เราให้น้องเด็กเสริฟ์เค้าออกเสียงให้อะ )  ขนมที่กล่าวมาทั้งหมดทั้งมวลเป็นขนมของชาวไทยใหญ่ ซึ่งทำจากมะพร้าว  น้ำตาลและแป้ง  ดูผิวเผินหน้าตาของขนมจะคล้าย ๆ  กับขนมหม้อแกง  แต่ว่ารสชาดต่างกันนะ 

ฟังชื่อขนมของชาวไทยใหญ่มาแล้ว ลองมาฟังชื่อขนมของที่พวกเราตั้งให้จากความฟังไม่ได้ศัพท์ดูบางสิ  แต่ห้ามโกรธกันนะ เพราะพวกเราไม่ได้ตั้งใจจริงๆ  อย่างเช่น

 ขนมเปมง   พวกเราก็เรียก   ขนมเป็นม้ง

 ขนมส่วยทะมิน   พวกเราก็เรียก   ขนมสวยทมิน  หรือ ขนมซวยเถอะมึง

 ( อาจจะดูหยาบไปนิดแต่ก็คุยกันเล่นๆ นะค่ะต้องขออภัยไว้ล่วงหน้า อย่าโกรธกันนะ )

                ขนมอัลละหว่า   พวกเราก็เรียกว่า ขนมเอาหละหว่า

ก็เป็นเรื่องขำ ๆๆ ของพวกเราในโต๊ะกินข้าวอะค่ะ

หลังจากที่อิ่มหน่ำสำราญใจแล้ว    พวกเราก็ออกเดินซ๊อปปิ้งที่ตลาดยามราตรีกันต่อเพื่อไป

เลือกซื้อสินค้าบริเวณ ถนนคนเดินแม่ฮ่องสอน จากนั้นก็เดินเลยเข้าไปแวะชมความงามของศิลปะแบบไทยใหญ่ กระจกเขียนสีโบราณ และตุ๊กตาไม้  ที่วัดจองคำ ที่นี่มีเจดีย์ที่เหลืองทองเด่นเป็นสง่าเป็นที่สะดุดตา ..เชียวหละจ้า ..ที่นี่นอกเหนือจากที่เราได้ชมความงามของเจดีย์สีทองแล้ว เรายังได้เรียนรู้วัฒนธรรมการทำบุญของชาวไทใหญ่ด้วย  เราได้เห็นพระชาวไทใหญ่เราได้เห็นเครื่องสักการะบูชาพระที่หน้าตาแปลกไปกว่าของเราๆ ชาวภาคกลาง  เมื่อเดินออกจากวัดมาพวกเราก็ไปช๊อปกันต่อเพราะถนนคนเดินนั้นไม่ไกลจากวัดเลยที่นี่นอกจากจะมีสินค้าพื้นเมืองไว้ให้เราได้เลือกซื้อแล้วเรายังได้เจอะเจอสินค้าแปลกของชาวพื้นเมืองด้วย ซึ่งสร้างสีสันให้กับบรรดานัดท่องเที่ยวอย่างเราๆ เป็นอย่างมาก เช่น  ขนมของชาวไทใหญ่  การทำน้ำดื่มต่างๆ อาทิ  น้ำขิง  น้ำลำไย  น้ำมะตูม  น้ำเต้าหู้ใส่กระบอกไม่ไผ่ขายให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินช๊อปแล้วกระหายน้ำหรือไม่ก็ดื่มเพื่อแก้หนาวได้        เดินกันจนตลาดวาย( หมายความว่าเค้าจะเก็บของกลับบ้านกันแล้ว พวกเราก็เดินกลับที่พัก ไปนอนหลับเอาแรงเพราะโปรแกรมสำหรับวันพรุ่งนี้ต่อไป 

                    เช้านี้เราถูกปลุกให้ตื่นเร็วกว่าปกติ  ประมานตี 4 ครึ่งพวกเราก็อาบน้ำกันแล้ว เพราะวันนี้คุณ ไกด์บอย บอกว่าจะพาพวกเราไปใส่บาตรยามเช้าที่  ตลาดสายหยุด  ซึ่งเป็นตลาดเช้าของชาวเมืองแม่ฮ่องสอนที่นี่จะมีสินค้าพื้นเมืองต่าง ไม่ว่าจะเป็นผักพื้นบ้าน   อาหารพื้นเมืองและขนมนมเนยต่าง ๆ  อ้อลืมบอกไปว่าที่นี่มีร้านโจ๊ก  (ที่เค้าว่าอร่อยที่สุดของแม่ฮ่องสอนตั้งอยู่ด้วยอะ) แต่เราก็ไม่ได้หม่ำนะเลยยืนยันไม่ได้เต็มปากว่าอร่อยจริงๆ หรือเปล่า   ที่นี่เราเดินชมวิถีชีวิตของชาวเมืองซักพักเราก็ออกไปรับประทานอาหารเช้ากัน  จากนั้นเมื่ออิ่มหน่ำสำราญกันแล้วเราก็ไปลงเรือเพื่อที่จะไปชมกระเหลี่ยงคอยาวกันต่อ

                    เรือที่เรานั่งไปเป็นเรือหางยาว นั่งได้ปรามาน7-8 คน ต่อลำ   ก่อนลงเรื่อเราก็ต้องสวมใส่ชูชีพให้เรียบร้อยก่อน คุณไกด์ บอยบอกพวกเราว่าเนื่องจากความหนาวเย็นและกระแสลมที่เกิดขึ้นระหว่างที่เรื่อแล่นไปนั่นอากาศทำให้เราหนาวเย็นได้ดังนั้นพวกเราต้องเตรียมตัวให้พร้อมด้วยการสวมเสื้อกันหนาวและถุงมือให้เรียบร้อย   และก็เป็นจริงอย่างที่เค้าบอกจริงๆ  เพราะอากาศเย็นมากๆ  ก็นอกจากจะได้ความเย็นจากกระแสลมและกระแสน้ำในแม่น้ำแล้วเรายังได้ความร่มเย็น ร่มรื่นของแมกไม้จากสองฝากฝั่งอีกด้วย 

                    ไม่นานเกินรอเราก็มาถึงบ้านกระเหรี่ยงคอยาวกันแล้วที่นี่มีกระเหรี่ยงคอยาวอาศัยอยู่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ทอผ้าพันคอขาย  ผ้าพันคอที่นี้จะเป็นผ้าฝ้ายที่ย้อมสีจากธรรมชาติดังนั้นสีสันของผ้าอาจจะไม่ฉูดฉาดเท่ากับผ้าที่ใช้สีสังเคราะห์    ดุเหมือนว่าทุกๆ บ้านจะทอผ้ากันเป็นอาชีพหลักไว้ขายให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อนำรายได้มาเลี้ยงครอบครัวเลย   ส่วนรายได้เสริมก็จะมาจากการทำไร่นั่นเอง   เราเดินชมการทอผ้าและถ่ายรูปกับกระเหรี่ยงคอยาวกันซักพักใหญ่ก็ได้เวลาเดินทางกลับขึ้นเรือเพื่อกลับเข้าสู่ฝั่งแล้ว ..............

                    เมื่อขึ้นรถตู้ได้เราก็ออกเดินทางผ่านเส้นทางที่คดเคียวเลี้ยวลดเป็นงูเลื้อยไปต่อกันสักระยะ  เราก็มีถึงที่ ถ้ำแก้วโกมล   อยู่ในท้องที่ตำบลแม่ลาน้อย เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ยวมฝั่งซ้าย  มีเนื้อที่ประมาณ 51.26 ไร่  ที่ถ้ำแห่งนี้จะมีความแวววาวของหินย้อย ที่ราวกับเกล็ดเพชรของถ้ำเมืองเหนือ    ซึ่งเกิดจากความแวววาวของผลึกแร่แคลไซต์ สีขาวใสที่เคลือบฉาบผนังภายในถ้ำแก้วโกมล   หรือที่เรียกกันว่าถ้ำน้ำแข็ง ถูกค้นพบ โดยบังเอิญ เมื่อวิศวกรสำรวจเหมืองแร่ของสำนักงานทรัพยากรธรณีแม่ฮ่องสอน  ขุดเจาะอุโมงค์เข้าไปตามสายแร่ ลักษณะถ้ำมีผนังแวววาว ยิ่งยามต้องแสงไฟผลึกแร่ดูงดงามดั่งเกล็ดน้ำแข็ง  ถ้ำในลักษณะนี้พบเห็นได้เพียง 3 แห่งในโลก คือ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศจีน และประเทศไทย    นอกจากนี้ที่แห่งนี้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร ยังถ้ำแม่ลาน้อย และได้พระราชทานนามว่า "ถ้ำแก้วโกมล" และยังพระราชทานนามให้กับถ้ำย่อย ๆ ทั้งห้าห้องของถ้ำแก้วโกมล ตามลักษณะของแต่ละห้องอาทิ   ห้องพระทัยธาร  , ห้องวิมานเมฆ  , ห้องเฉกหิมพานต์ , ห้องม่านผาแก้ว    และ ห้องเพริศแพร้วมณีบุปผาซึ่งถือว่าเป็นห้องที่งดงามที่สุดในถ้ำแก้วโกมลด้วย

                    ชื่นชมความงามของถ้ำแล้วเราก็ต้องรีบออกเพราะยิ่งเราเข้าไปลึกมากเท่าไรอากาศ หรือออกซิเจนก็เหลือน้อยลง   อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียงได้แล้วอาการนี้ก็เกิดขึ้นกับลูกทัวร์คนหนึ่งในรถของเราจริง ๆๆ  แต่เมื่อนั่งพักกันสักครู่อาการต่างๆ ก็หายไป  จากนั้นพวกเราก็ออกเดินทางต่อรถมุ่งหน้าเพื่อออกเดินต่อ รถวิ่งเป็นงูเลื้อยมาสักครู่ ก็ มาแวะพักชมความงามของทิวป่าสนสามใบที่บริเวณสวนสนบ่อแก้วซึ่งเป็นสวนสนอยู่ริมถนน  มีนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะแวะพักรถกันที่นี่และถ่ายรูปกัน  ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นที่นิยมของนักถ่ายโฆษณาทั้งหลายได้มาอาศัยพื้นที่เพื่อถ่ายทำโฆษณาหลายๆ ตัวทีเดียวค่ะ

                    จากสวนสนบ่อแก้ว เราก็มุ่งหน้าไปต่อที่  ออบหลวง  หรือ ที่น้องผู้ร่วมทริปของเราเรียกว่า เขาจูบกัน   เป็นสถานที่ร่มรื่น สภาพภูมิประเทศสวยงามแปลกตา มีความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ ประกอบด้วยโขดผา  แมกไม้และลำน้ำที่ไหลแรงผ่านโครกเขา  นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นแหล่งศึกษาประวัติของมนุยษ์โบราณด้วยเนื่องจากมีการขุดพบหลักฐานจำพวกโครงกระดูกต่างๆ นั้นเอง    ด้วยความร่มรื่นของต้นไม่และสายน้ำที่ไหลอยู่ตลอดทุกฤดูจึงทำให้ที่ออบหลวงเป็นขวัญใจของประชาชนและนักท่องเที่ยวทึ่มักจะแวะไปพักผ่อนชมธรรมชาติความรื่นรมย์กันอยู่เป็นประจำ 

                    เราอำลาออบหลวงพร้อมส่งท้ายการเดินทางไปพร้อมๆ กับการเคลื่อนตัวของพระอาทิตย์ที่กำลังจะลาพ้นเหลี่ยมเขา ( เขาจูบกัน)  ........ภาพความงดงามตลอดการเดินทางครั้งนี้มันจะฝังลึกอยู่ในใจเสมอ......พรุ่งนี้แล้วสินะที่เราจะต้องกลับมาสู่ความเป็นศิวิไลอีกครั้ง  ขอบคุณผู้ร่วมการเดินทางตามฝันทุกคน     และลาก่อน....ธรรมชาติที่งดงาม........ไม่ได้เขียนมาตั้งนาน ......... วันนี้ได้โอกาส  ขอเอาภาค 2  ของ เดินตาม...ฝันที่เมืองปาย - แม่ฮ่องสอน มาให้อ่านกันแล้วนะจ๊ะ