| อนุรักษ์ さんのプロフィール:)v;**pooa_rumc3's spaceフォトブログリスト | ヘルプ |
|
12月23日 เฮๆฮาๆ หรรษาเมืองเมียวดี ..... (5-7 ธ.ค.51)“....ถึงจะสิ้นวิญญาณกี่ครั้งฉันก็ยังรักเธอเหมือนเคย ถึงจะสิ้นดวงใจไฉไรไม่เป็นไรเพราะยังมีเธอ .....” เสียงเพลงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ดังขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่กำลังนั่งรถกลับบ้าน “สวัสดีค่ะ” เรากดรับและส่งเสียงทักทายอย่างปกติ “ ...เป็นงัยบ้างจ๊ะ หยุด 3 วันนี้กลับบ้านหรือเปล่า” เสียงจากปลายสายที่เราคุ้นเคยมาตลอดชีวิตเริ่มเปิดเรื่องสนทนาก่อน “ ไม่กลับหรอก..แม่มีอะไรหรอ” “อ้าว..ไม่กลับบ้านแล้วจะไปไหนหรอ..หยุดตั้งหลายวันเลยนะ ..วันพ่อด้วยไม่กลับหรอ” “ไม่อะ ...จะไปทัศนศึกษา” ยังไม่ทันที่เราจะพูดจบแม่ก็หัวเราะ “ทัศนศึกษาอะไร ...โตป่านนี้เค้าไม่มีแล้ว ...จะไปเที่ยวไหน....” แม่เริ่มรู้ทันเราแล้ว “จะไปตาก ..ไปฑีลอซู..จ้า...” ------------------------------------------------------------------- หลังจากที่ไปรับลมหนาวที่ปายเมื่อปลายปีที่ผ่านมาแล้ว หนาวนี้เดอะแก๊งค์ทั้ง 4 คนได้รวบรวมหมู่มวลสมาชิกผู้ต้องการท่องโลกกว้างมาได้เพิ่มเติมอีก 5 คน ทริปนี้จึงมี ก้อย 1 ใน 4 สาวของเราเป็น project manager คนสำคัญ ที่ได้นัดหมายพวกเราให้รู้จักกับน้ำตกที่ยิ่งใหญ่และงดงามอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย “ฑีลอซู....” ดูเหมือนว่าทริปนี้เราจะเตรียมการมาเนิ่นนานกว่าครั้งก่อนที่ไปปาย ไหนจะต้องฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคต่างๆ นานา ๆ ที่เข้ามากัดจิก รบกวนจิตใจอยู่เป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นการคัดสรรโปรแกรมที่เหมาะสมกับฐานะ และช่วงวันที่เหมาะสมที่ไม่ตรงกับงานของออฟฟิต รวมถึงเรื่องการเตรียมการเดินทางด้วย แต่ในที่สุดเช้าวันที่ 5 ธค. พวกเราก็เดินทางมาถึงริมฝั่งแม่น้ำเมย.....อ.แม่สอด เราแวะที่แม่สอดกันก่อน โดยยังไม่มุ่งตรงเข้าฑีลอซูเพราะเราต้องการเก็บเกี่ยวเรื่องราวสองข้างทางเพื่อไปบอกเล่าให้ฑีลอซูได้รู้บ้างว่า..... โลกกว้างๆ ใบนี้มีอะไรมากมายให้เราได้เรียนรู้และจดจำ แสงอาทิตย์ยามเช้าที่ทาบทอ...ริมแม่น้ำเมยมันช่างเป็นภาพที่งดงามอย่าบอกใครเชียว......ภาพของชาวพม่าและชาวไทยที่อาศัยอยู่ริมฝั่งน้ำแห่งนี้เริ่มตื่นจากการหลับไหลอีกครั้ง.......ต่างก็วุ่นวายกับการหาเลี้ยงชีพ..บ้างก็ขนสินค้าเดินข้ามฝากสะพานมิตรภาพมานั่งรอที่หน้าด่านเพื่อรอเวลานำของเข้ามาขาย...บางก็แอบข้ามแม่น้ำเข้ามาโดยไม่รอเวลาที่ด่านจะเปิด ........ไม่ต่างจากพวกเราที่ก็นั่งรอเวลาเพื่อที่จะข้ามฝากไปเที่ยวชมความงดงามของเมืองเมียวดี........ เราติดต่อไกด์ท้องถิ่นชาวพม่า ให้เป็นผู้นำทาง “คุณพิรุณ” คือชื่อภาษาไทยที่เราตั้งให้โดยแปลมาจากชื่อพม่าของเค้าที่มีความหมายว่า “ฝน” “ คุณพิรุณ” พาพวกเรา ทั้ง 9 ชีวิตเดินข้ามสะพานจากฝั่งแม่สอด มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองเมียวดี พวกเราก็เริงร่า ถ่ายรูปกันมาเรื่อย ๆ จนมาถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองพม่า รถสามล้อก็มารอพวกเราอยู่แล้ว.....สภาพการจราจรที่เมียวดี ดูวุ่นวายเชียวหละไม่รู้ว่าจะไปทางไหนกันไหน บางก็ชิดช้าย บ้างก็ขับชิดขวา งง เล่นเอาพวกเราก็ลุ้นกันไปตลอดทาง ไม่นานก็ถึง วัดเจดีย์ทอง เจดีย์องค์ใหญ่ที่ตั้งอยู่โดดเด่นเหลืองอร่ามมองเห็นมาแต่ไกล คุณพิรุณ บอกกับพวกเราว่าวัดของพม่าจะออกแบบการสร้างให้มีประตูเข้าออกได้ 4 ทิศ โดยแต่ละทิศจะมีวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่อยู่ด้วย และสำหนับพื้นที่ตรงกลางก็มักจะตั้งเจดีย์องค์ใหญ่ที่จะมีรเจดีย์องค์เล็กๆรายล้อมอยู่รอบๆด้วย เราเดินไหว้พระกันจนครบทั้ง 4 ประตู ก็พบว่า คนพม่ามีความศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ทั้งๆที่เป็นประเทศที่มีระบบการปกครองแบบเผด็จการทางทหาร ก็จะมีประชาชนมาทำบุญกันอย่างไม่ขาดสาย และภาพหนึ่งที่ติดใจ คือภาพของพระชาวพม่าที่นำบาตรข้าวและอาหารที่ได้จากการบิณฑบาตรตอนเช้า มาถวายข้าวให้กับพระพุทธรูปในวิหารก่อนที่จะนำไปฉันท์ มันสะท้อนให้เห็นถึงศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนาได้อย่างชัดเจนเชียว “ เราจะไปวัดจระเข้ใหญ่ครับ” “ที่วัดจระเข้ใหญ่แห่งนี้เดิมบริเวณข้างวัดมีแม่น้ำเล็กๆ แล้วมีจระเข้อยู่ 1 ตัวเจ้าอาวาสท่านก็เลี้ยงไว้แล้วมันตายท่านก็เลยสร้างโบสถ์ให้เป็นรูปจระเข้เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับจระเข้ตัวนั้น” นี่คือคำอธิบายขอคุณพิรุณที่บอกเล่าให้พวกเราฟัง พวกเราเดินๆ ถ่ายรูปกันสักพักใหญ่ก็ตัดสินใจออกเดินทางต่อ ครั้งนี้คุณพิรุณพาพวกเรามีเยี่ยมชมวิถีชีวิตของชาวเมียวดีที่ตลาดบุเรงนอง ที่นี่เป็นแหล่งการค้าที่สำคัญของชาวพม่า มีการจำหน่ายสินค้าหลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นอาหารสด อาหารแห่ง เครื่องใช้สอยต่างๆ ที่ติดตาต้องใจพวกเราก็คือหมาก ที่นี่จะมีแม่ค้ามายืนขายหมาก (หมากที่กินสดๆ กะปูนขาวอะนะค่ะ)ชาวพม่ายังนิยมกินหมากกันอยู่ และที่น่าสร้างความสงสัยให้กับพวกเราอย่างมากก็คืออาหารชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับพะโล้ แม่ค้าจะหาบมาว่างขาย โดยจะขายเสียบไว้และเวลาจะกินก็จิ่มกับน้ำจิ่มที่ทำจากพริกน้ำส้ม ดูๆ ไปลูกค้าจะแน่นอยู่เหมือนกัน......ไม่รู้ว่ามันจะอร่อยใหม่น้าเพราะดูจากสภาพแล้วเราว่าขาหมูพะโล้บ้านเราน่าอร่อยกว่าเยอะเลย เดินดูความวุ่นวายของการจับจ่ายกันแล้ว เราก็มุ่งหน้ากลับสู่ประเทศไทยหลังจากที่ยกเลิกการไปเที่ยวชมตลาดของโบราณ คุณพิรุณยังคงทำหน้าที่ติดต่อกับตม. และพาพวกเราเดินข้ามฟากกลับเข้าสู่ประเทศไทยอย่างปลอดภัยก่อนที่จะโบกมืออำลาจากกันพร้อมกับรับสินน้ำใจจากพวกเราเป็นค่าตอบแทน ลาก่อนคุณ พิรุณ สายฝนที่เย็นฉ่ำ ที่เป็นสื่อในการเชื่อมสัมพันธ์ให้พวกเราได้รู้จักกับเมือง เมียวดี.......ประเทศพม่า........แม้จะเป็นการรู้จักกันแบบผิวเผิน แต่พวกเราทุกคนก็รู้สึกประทับใจที่ได้มาเยือน
12月2日 เสี้ยวเล็กๆๆ รอยยิ้มจากดวงจันทร์ช่วงนี้เวลานี้หันไปทางไหนก็ดูเหมือนว่าจะวุ่นวายสับสน กันไปหมด อดที่จะเบื่อหน่ายไปกับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นไม่ได้ ไหนจะเหตุบ้านการณ์เมือง ไหนจะเหตุปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น จากการทำงานในแต่ละวันมันก็ส่งผลกระทบทำให้เราหดหู่ไปตามๆ กัน บางคนอาจจะพยายามคลายความเครียดและความกังวลใจด้วยการดูหนังฟังเพลง ไปวัน ๆ เผื่อให้สมองไม่ว่าง และไม่ต้องคิดสับสน บางคนอาจจะออกกำลังกาย ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี สำหรับเรา ก็เลือกที่จะทำทั้ง 2 อย่าง เปิดรับสื่อหลากหลาย เพื่อดู ความเหมาะสม และวิเคราะห์ด้วยตนเอง ไม่คิดหมกมุ่น และไม่เอามาเก็บไว้ให้ค้างคาสมอง แต่เปิดรับเพื่อเรียนรู้ รับทราบความเคลื่อนไหว บางครั้งอาจจะดูเหมือนเฉยเมย แต่ความจริงที่นิ่งเฉยเพราะคิดว่าสังคมมันก็วุ่นวายพอควรแล้วเราจะออกไปสร้างความวุ่นวายอีกทำไม หลังจากที่รอยยิ้มห่างหายไปจากใบหน้าของผู้คนในสังคม......................มานาน............. วันนี้....รอยยิ้มเหล่านั้นได้หวนคืนมาอีกครั้ง .......เราได้เห็นหลายคนยิ้มอย่างน่ารักให้กับดวงจันทร์ที่ยิ้มแย้มอยู่บนฟากฟ้ายามราตรี ในคืนวันที่ 1 ธันวาคม 51 หลายคนอดที่จะถ่ายภาพยิ้มที่งดงามและเปี่ยมด้วยไมตรีของดวงจันทร์ไปฝากคนที่รักไม่ได้ รอยยิ้มแห่งดวงจันทร์............วันนี้ แฝงอะไรไว้หนอ............ .......ยิ้มที่อยากให้เราทุกคนได้ยิ้ม......... .......ยิ้มที่อยากให้เรามีความรักความเอื้ออาทรต่อกันและกันหรือเปล่า............... ......ยิ้มที่อยากส่งความรัก...ความหวังดี ให้เราทุกใช่ใหม............... ......หรือเป็นรอยยิ่มแห่งกำลังใจ.........ให้ใครต่อใครหลายๆ คน ........ .....แต่ไม่ว่าจะเป็นยิ้มเพื่ออะไร......... ....ก็เป็นยิ้ม.........ที่ช่วยให้สุขใจได้แม้จะเป็นเสี้ยวเล็กๆๆ ก็ตาม ...... 2 ธ.ค. 51
(***ปรากฏการณ์ดาวเคียงเดือน เป็นปรากฏการณ์ที่ดวงดาว 3 ดวง ประกอบด้วย ดวงจันทร์ ดาวศุกร์ หรือดาวประจำเมือง และดาวพฤหัสฯ สว่างมากที่สุดและจะโคจรเข้ามาใกล้กันและใกล้โลกมากที่สุด สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในทุกภูมิภาคของประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ดังกล่าว จะมองเห็นได้ไม่นานเพราะดาวจะตกเร็วลับจากขอบฟ้าจากการที่โลกหมุนรอบตัวเองตลอดเวลา ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเกิดเป็นคู่ คือ เกิด 2 ครั้งห่างกันประมาณ 10 เดือน ในทุก 2 ปีครึ่ง โดยในปี 2551 เคยเกิดปรากฏการณ์ดาวเคียงเดือนมาแล้ว 1 ครั้งในวันที่ 1 ก.พ. 2551 และจะเกิดอีกครั้งในวันที่ 1 ธ.ค. 2551 จากนั้นจะเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงใกล้สว่างของวันที่ 11 พ.ค. 2554 และช่วงค่ำวันที่ 14 มี.ค. 2555) ที่มาของข้อมูลจาก http://www.thairath.co.th/news.php?section=education&content=113468 |
|
|